อบรม/สัมมนา

การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (นบร.) รุ่นที่ 6 และใบสมัครเข้ารับการฝึกอบรม

๑. หลักการและเหตุผล

          ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงมีพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทางและนวัตกรรมในการพัฒนาประเทศไว้อย่างมากมาย ครอบคลุมในทุกสาขาการพัฒนา และวิถีชีวิตของพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า เฉพาะพระราชดำริที่ได้ดำเนินการเป็นโครงการ
 อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น บัดนี้นับได้ ๔
,๐๐๐ โครงการ แนวพระราชดำริทั้งหลายนี้ เป็นการตกผลึก
 แห่งพระปรีชาสามารถของพระองค์ที่ทรงผสมผสานระหว่างหลักคิด หลักวิชา การศึกษาทดลอง ประสบการณ์ และบริบทแวดล้อม เกิดเป็นหลักการทรงงาน ปรัชญาการพัฒนา ทฤษฎีและแนวคิดการพัฒนาด้านต่างๆ ที่วางรากฐานอยู่บนหลักทั้ง “ภูมิศาสตร์” และ 
ภูมิสังคมภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีพื้นฐานทรัพยากรด้านการเกษตรเป็นหลัก

          ผลของการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ทรงมุ่งมั่น บากบั่น กระทำเพื่อประโยชน์สุขของชาวไทยทั้งมวลได้บังเกิดผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์เป็นที่ยอมรับสรรเสริญและน้อมนำไปปฏิบัติทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังจะเห็นจากรางวัลที่องค์การพัฒนาและสถาบันระดับสากลต่างๆ ได้ทูลเกล้าถวายตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา รวมกว่า ๒๐ รางวัล และสิทธิบัตรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้อีกราว ๔๐ ชิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award)” ซึ่งองค์การสหประชาชาติ
 ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เมื่อวันที่ ๒๖
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ วังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในการประชุมขององค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ ๗๑ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา บรรดาผู้นำและผู้แทนกลุ่มประเทศต่างๆ ได้กล่าวราชสดุดีแด่พระองค์อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีเนื้อหารายละเอียดในแง่มุมต่างๆ ทำให้เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก และเป็นที่ภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

          คุณค่าและผลสัมฤทธิ์แห่งการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ตลอดจนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น ได้แปรมาเป็นเจตจำนงของรัฐ ดังที่ปรากฏในนโยบายของรัฐบาล ๑ ใน ๑๑ ด้านของ คสช. ที่ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ ๙
 (พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๙) เป็นต้นมา ซึ่งพระราชดำริทั้งหลายนี้ได้รับการน้อมนำเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากเจตจำนงของรัฐบาลทุกคณะ รวมทั้งรัฐบาลปัจจุบันที่นอกจากจะน้อมนำแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดินแล้วยังกำหนดยุทธศาสตร์บูรณาการการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (พ.ศ. ๒๕๕๗ 
๒๕๖๐) เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศในทุกภาคส่วนอีกด้วย 

          สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการประสานและดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นเวลากว่า ๓๐ ปี มีความเห็นว่าการขับเคลื่อนให้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริและการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์สุขแก่ประชาชนนั้น เป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกกระทรวง กรม หน่วยงานของรัฐและเอกชนทั้งหลายอยู่แล้ว แต่ยังเป็นไปในลักษณะของการพัฒนาแบบแยกส่วนที่เน้นภารกิจขององค์กรของตนหรือความถนัดของตนเป็นหลัก  

          ดังนั้น หากมีช่องทางให้ผู้บริหารในหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ เหล่านี้ได้ร่วมรับรู้หลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในด้านต่างๆ หลักการทรงงาน ตลอดจนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการนำไปประยุกต์ใช้ในภาพรวมอย่างครบถ้วน รวมทั้งได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในการบริหาร
 การพัฒนาตามแนวพระราชดำริที่แต่ละหน่วยงานดำเนินการอยู่ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสองประการ ได้แก่ ประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริบนพื้นฐานของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และประโยชน์ต่อการสร้างสมองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการประยุกต์ใช้ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ
 สมดังพระราชดำริที่ทรงพระราชทานในการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ในการศึกษา วิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างมีบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่ประชาชน  ความว่า 

          “...กรมกองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนทุกด้าน ได้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปรองดองกัน ประสานกัน...  ก็หมายถึงว่าที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์และต้นทางของผู้เป็นเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์...”

          สำนักงาน กปร. จึงได้ร่วมมือกับสำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จัดหลักสูตรฝึกอบรมนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ  สำหรับผู้บริหาร สังกัดสำนักงาน กปร. และภาคส่วนอื่นๆ ขึ้น เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและการขยายผลปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์ ตลอดจนรักษาและพัฒนามรดกทางภูมิปัญญาของไทยเพื่อเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยต่อไป

๒. วัตถุประสงค์ 

          ๑) เพื่อเทิดทูน และพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์

          ๒) เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ ตลอดจนสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้นำองค์กรในการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

          ๓) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับลึกซึ้งและปฏิบัติจริง

          ๔) เพื่อสร้างและพัฒนาเครือข่ายนักบริหารในการขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


๓. กลุ่มเป้าหมาย  จำนวนรุ่นละ ๕๐ คน ดังนี้


          ๓.๑) คุณสมบัติ กำหนดคุณสมบัติผู้เข้าศึกษาอบรม ดังนี้ 

                   (๑) ข้าราชการพลเรือนซึ่งดำรงตำแหน่งบริหารต้น อำนวยการสูง เชี่ยวชาญ อำนวยการต้น หรือชำนาญการพิเศษ (กรณีเป็นชำนาญการพิเศษต้องดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี และต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะงานอำนวยการหรือหัวหน้ากลุ่มงาน) หรือข้าราชการประเภทอื่นซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่า

                   (๒) ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มีชั้นยศและรับอัตราเงินเดือนตั้งแต่ขั้นพันเอก(พิเศษ) นาวาเอก(พิเศษ) นาวาอากาศเอก(พิเศษ) และพันตำรวจเอก(พิเศษ) ขึ้นไป จนถึงไม่เกินชั้นยศ พลตรี พลเรือตรี
 พลอากาศตรี  และพลตำรวจตรี

                   (๓) พนักงานรัฐวิสาหกิจหรือเจ้าหน้าที่อื่นๆ ของหน่วยงานรัฐต้องดำรงตำแหน่งเทียบได้กับตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนตามข้อ (๑)

                   (๔) ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิ หรือองค์กรไม่แสวงกำไร ผู้นำชุมชน หรือสื่อมวลชน  ซึ่งสำนักงาน กปร. เชิญให้เข้าร่วม  

๓.๒) บุคคลตามข้อ ๓.๑ ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

                   (๑) จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าวุฒิปริญญาตรี

                   (๒) ได้รับอนุมัติจากหน่วยงานต้นสังกัดให้เข้ารับการอบรมได้ตลอดหลักสูตร

                   (๓) มีหน้าที่ความรับผิดชอบหรือประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตามแนวพระราชดำริหรือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

                   (๔) อายุไม่เกิน ๕๗ ปี นับถึงวันที่เปิดการฝึกอบรม   

                   (๕) มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ สามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้ตลอดหลักสูตร

         ๓.๓) จำนวนผู้เข้ารับการอบรม ๕๐ คน จากสำนักงาน กปร. ส่วนราชการอื่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  บริษัทและองค์กรภาคเอกชน ที่มีบทบาทเกี่ยวกับข้องกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หรือเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการน้อมนำหลักการทรงงาน การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ หรือหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ

          ๓.๔) การคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรม สำนักงาน กปร.ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมเพื่อให้ได้ผู้มีคุณสมบัติ มีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ ตามจำนวนที่กำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของการฝึกอบรมและความเป็นเครือข่ายความร่วมมือ สำนักงาน กปร. อาจพิจารณายกเว้นให้ผู้ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากที่กำหนดเข้ารับการอบรมได้

๔.  วิธีการ สถานที่และระยะเวลาฝึกอบรม

            ๔.๑)  วิธีการฝึกอบรม  ประกอบด้วย การบรรยาย การอภิปราย การสัมมนา การศึกษาดูงานในประเทศและต่างประเทศ

           ๔.๒)  สถานที่ฝึกอบรม และการศึกษาดูงาน 

           - การจัดฝึกอบรมโดยการบรรยาย ใช้ห้องประชุม ๑๐๑ ชั้น ๑ อาคารสำนักงานโครงการ
 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

           - การจัดฝึกอบรมโดยการศึกษาดูงานในประเทศจำนวน ๓ ครั้ง และการศึกษาดูงานต่างประเทศ จำนวน ๑ ครั้ง  

ศึกษาดูงานเกี่ยวกับตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ หรือปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 

           .๓) ระยะเวลาฝึกอบรม  ๒๓ วัน ระหว่างวันที่ ๑๙ มกราคม ถึง ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๐ เป็นการบรรยายในชั้นเรียน ๑๒ วัน และศึกษาดูงานในประเทศ และต่างประเทศรวม ๑๑ วัน (ศึกษาดูงานในประเทศ ๖ วัน ต่างประเทศ ๕ วัน)

           ทั้งนี้ กำหนดการอบรมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม 

 

๕.  ขอบเขต และลักษณะของกิจกรรมที่ดำเนินการ  

การจัดการฝึกอบรมและการศึกษาดูงาน ประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

     ๕.๑) การบรรยาย อภิปราย และสัมมนา  ๒๔ รายวิชา รวม ๖๕ ชั่วโมง

     ๕.๒) การศึกษาดูงานในประเทศ ๓ ครั้ง  รวม ๖ วัน  (๓๖ ชั่วโมง)   

     ๕.๓) การศึกษาดูงานต่างประเทศ ๑ ครั้ง  รวม ๕ วัน  (๓๐ ชั่วโมง)  ณ ประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน


 

๖.  การวัดผลการเรียนรู้ และการประเมินผลโครงการ 

      โครงการกำหนดเกณฑ์ประเมินความสำเร็จของหลักสูตร ดังนี้

๑)             มีจำนวนผู้เข้ารับการอบรมตามเป้าหมายที่กำหนด (ไม่น้อยกว่า ๕๐ คน)

๒)      ผู้สำเร็จการอบรมเข้าร่วมกิจกรรมการอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๕ ของเวลาทั้งหมด

๓)      ผู้สำเร็จการอบรมได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยอย่างน้อย ๑ ระดับ เมื่อเทียบกับก่อนการอบรม

๔)      ผู้สำเร็จการอบรมมีความพึงพอใจโดยรวมระดับมากขึ้นไปไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ และระดับปานกลางขึ้นไปไม่น้อยกว่าร้อยละ ๙๐

๕)      ผู้เข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ผ่านการทดสอบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ของคะแนนเต็มการทดสอบ

๖)      การติดตามผลภายหลังการอบรม โดยสอบถามกิจกรรมที่ผู้เข้ารับการอบรมได้นำความรู้ ความเข้าใจ เครือข่ายที่ได้รับจากการฝึกอบรมไปใช้ประโยชน์ ในลักษณะต่างๆ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของ
 ผู้เข้ารับการอบรม

 

๗.  เงื่อนไขการสำเร็จการอบรม 

       ๑) ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องมีเวลาเข้ารับการอบรมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๕ ของเวลาทั้งหมด (ไม่น้อยกว่า

           ๑๙ วัน) จึงจะถือว่าสำเร็จการศึกษา

      ๒) ส่งรายงานการศึกษาของกลุ่ม ภายในเวลาที่ผู้บริหารหลักสูตรกำหนด

   

๘.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ 

      ๑) สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการเทิดทูน พิทักษ์รักษาในฐานะสถาบันหลักที่เป็นแบบอย่างในการพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

      ๒) ผู้ผ่านการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นในการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับใช้ประโยชน์ในการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

      ๓) ผู้ผ่านการอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ หลักการทรงงาน และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับลึกซึ้งจนพร้อมที่จะนำไปเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนี้ จนสามารถเป็นตัวแทนของหน่วยงานในการเผยแพร่ความรู้ ประยุกต์ใช้และขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริได้เป็นอย่างดี

      ๔) มีการสร้างและพัฒนาเครือข่ายของผู้บริหารในภาคส่วนต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเข้มแข็ง

      ๕) มีผลผลิตที่เกิดจากการพัฒนาองค์ความรู้ในการฝึกอบรม สัมมนา และศึกษาดูงาน อันเป็นการแสดงถึงศักยภาพในการแปลงผลจากการเข้ารับการอบรมไปสู่ภาคปฏิบัติ เช่น รายงานผลการศึกษาอบรม กรณีตัวอย่างการขับเคลื่อนขยายผลการพัฒนา เป็นต้น


วันที่อบรม
10/10/2559
มุมดาวน์โหลด

อบรม/สัมมนา

ทั้งหมด >>
  • โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “นักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ” (นบร.) รุ่นที่ 6 ระหว่างวันที่ 19 มกราคม ถึง 18 มีนาคม 2560
  • การฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (นบร.) รุ่นที่ 5 และใบสมัครเข้ารับการฝึกอบรม
  • โครงการสัมนา ภายใน