โครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

1. ชื่อโครงการ

ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

2. สถานที่ดำเนินการ

ทุกภูมิภาค

3. พระราชดำริ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำริที่จะส่งเสริมให้ราษฎรไทยมีอาชีพหัตถกรรมเพื่อเป็นอาชีพเสริมให้
แก่ชาวนา ชาวไร่ ผู้เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ แต่มีรายได้น้อย เพราะต้องเผชิญอุปสรรคในการเพาะปลูกอันเนื่อง
มาจากสภาพดิน ฟ้า อากาศที่ปรวนแปรอยู่เสมอ ทำให้รายได้จากผลผลิตไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว ในขณะเดียวกันศิลป-หัตถกรรม อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยซึ่งได้ชื่อว่าเคยเจริญรุ่งเรืองมาแต่ในสมัยโบราณกำลังจะเสื่อมสูญไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งมูลนิธิศิลปาชีพในสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นเมื่อวันที่
21 กรกฎาคม 2519 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2522 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งโรงฝึกศิลปาชีพแขนงต่างๆ และทรงขยายโรงฝึกศูนย์ศิลปาชีพในภูมิภาคต่างๆ นอกเหนือจากงานด้านหัตถกรรมแล้ว ทรงส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าต่างๆ ที่กำลังจะสูญพันธุ์ เพื่อให้ราษฎรมีจิตสำนึกในการรักษาต้นน้ำ ลำธาร โดยการฝึกอบรมให้ปลูกป่าและดูแลธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากป่าโดยไม่ต้องทำลายตามโครงการป่ารักน้ำ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ และโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายโครงการขึ้นทุกภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ว่างงานให้เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพเพิ่มรายได้แก่ครอบครัวต่อไป

4. วัตถุประสงค์ของโครงการ

1. เพื่อเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนศิลปาชีพแขนงต่างๆ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการจัดหาวัตถุดิบ รับซื้อ เก็บรักษาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรม ให้ราษฎรที่ยากจนนำไปประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พออยู่พอกินพึ่งตนเองได้ตามแนวพระราชดำริ

2. เพื่อฟื้นฟู เสริมสร้างช่างฝีมือ และธำรงรักษางานหัตถกรรมไทยให้พัฒนายิ่งขึ้น


3. เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้ทางการเกษตรด้านพืช สัตว์ โดยวิธีเรียนรู้จากการปฏิบัติ ตลอดจนสนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ให้ราษฎรสามารถนำไปประกอบอาชีพในภาคเกษตรต่อไป

4. เพื่อให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ แหล่งต้นน้ำลำธาร และสัตว์ป่าหายากที่กำลังจะสูญพันธุ์ โดยวิธีส่งเสริมให้ปลูกป่าเสริมธรรมชาติ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน

5. หน่วยงานรับผิดชอบ

กองศิลปาชีพ สำนักราชเลขาธิการ

6. ระยะเวลาดำเนินการ

1 ปี (ปีงบประมาณ 2552)

7. ประโยชน์ของโครงการ

1. ทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีทางเลือกในการประกอบอาชีพหัตถกรรมแขนงต่างๆ ส่งผลให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น

2. ฟื้นฟู ธำรงรักษา ส่งเสริม และสร้างช่างฝีมือในงานด้านหัตถกรรมไทยให้พัฒนาและเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพให้มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

3. ทำให้ราษฎรมีความรู้ในการประกอบอาชีพภาคเกษตรโดยเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง เกิดความรู้ ความเข้าใจสามารถนำ ไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ทำให้ป่าไม้และสัตว์ป่าเพิ่มปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลในการอนุรักษ์ต้นน้ำลำธารและทรัพยากรธรรมชาติ