ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๔โดยมีพระราชดำริแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ความว่าให้พิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดทำโครงการพัฒนาด้านอาชีพการประมงและการเกษตรในเขตพื้นที่ดินชายฝั่งทะเลจังหวัดจันทบุรี” ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นที่ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โดยมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินงานเพื่อพัฒนาอาชีพด้านการประมงและการเกษตรในพื้นที่ดินชายฝั่งทะเลของจังหวัดจันทบุรีโดยเป็นศูนย์สาธิต ศึกษา ทดลอง วิจัย พัฒนาด้านการเกษตรและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ตามแนวทางการพัฒนาจากยอดเขาสู่ท้องทะเล

เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๔.๔๕ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมดำเนินงานสนองพระราชดำริ ขยายผลในพื้นที่เป้าหมายหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ จำนวน ๓๓ หมู่บ้าน ครอบคลุมพื้นที่๕ ตำบลได้แก่ ตำบลคลองขุด ตำบลรำพัน ตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่และตำบลสนามไชย ตำบลกระแจะ อำเภอนายายอาม สรุปผลการดำเนินงานดังนี้

๑. ด้านการศึกษา วิจัย ทดลองตามแนวพระราชดำริ

                    มีการศึกษาวิจัยรวมทั้งสิ้น ๑๖๘ เรื่อง ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน ๑๕๗ เรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ ๑๑ เรื่อง และขณะนี้ศูนย์ฯได้นำองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยดังกล่าวไปประมวล และในเบื้องต้นได้คัดเลือกแบ่งองค์ความรู้เป็นชุดองค์ความรู้จัดทำเป็นหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรม จำนวน ๑๖หลักสูตร

๒.  ด้านการขยายผลและถ่ายทอดเทคโนโลยีตามแนวพระราชดำริ

๒.๑การจัดทำแปลงสาธิตและการบริการ

- ด้านการประมง  ดำเนินการดูแลรักษาคุณภาพน้ำ และคุณภาพดินสิ่งแวดล้อมในการเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำการบริการด้านคลินิกสัตว์น้ำ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ถูกต้องพร้อมทั้งการสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง การเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดิน

                                   - ด้านการเกษตร ดำเนินการจัดทำแปลงต้นแบบเกษตรผสมผสานและแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ และนำความรู้ไปประกอบอาชีพเกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พืชที่ปลูกได้แก่ เห็ดเศรษฐกิจ ผักชนิดต่าง ๆ หมุนเวียนตามฤดูกาล อาทิ กวางตุ้งใบ คะน้า ผักบุ้ง เป็นต้น  ไม้ผลปลอดสารพิษ อาทิ แก้วมังกรชมพู่ทับทิมจันทร์ น้อยหน่า มังคุด ทุเรียน เป็นต้นและพืชไร่หมุนเวียนและไม้ดอกไม้ประดับ อาทิ ข้าวโพดหวาน ดาวเรือง รวมทั้งแปลงยางพารา  

  

                                        การจัดทำแปลงรวบรวมและอนุรักษ์พืชสมุนไพรในพื้นที่ ๔ ไร่ ซึ่งปลูกพืชสมุนไพรรวม ๑๕๐ ชนิดและจัดทำแปลงผักพื้นบ้านภาคตะวันออกที่รวบรวม ไว้กว่า ๘๐ ชนิดพืชเพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจได้มีแหล่งเรียนรู้ 

  

   นอกจากนี้ยังมีการสาธิตการทำปุ๋ยหมักจากดินเลนนากุ้งการทำปุ๋ยอินทรีย์ การแสดงพันธุ์หญ้าแฝกรวมทั้งการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อการถนอมอาหารและเพิ่มมูลค่าของผลผลิตและเพิ่มช่องทางการตลาดของสินค้าเกษตร เช่น ผลิตแก่นตะวันเชื่อมอบแห้ง ชาแก่นตะวันข้าวเกรียบเห็ดนางฟ้า ข้าวกล้องงอกแดง น้ำลูกหม่อน ข้าวกล้องงอก ไอศกรีมแก้วมังกรฯลฯ

                                           - ด้านการปศุสัตว์ ดำเนินการสาธิตวิธีการเลี้ยงสุกรไก่ เป็ด กวาง อย่างถูกวิธี การปลูกพืชอาหารสัตว์ และในปี ๒๕๕๖นี้ได้เน้นการส่งเสริมการลดต้นทุนค่าอาหารโดยการเพาะหนอนเพื่อเลี้ยงสัตว์ปีก

                                           - ด้านอื่นๆ อาทิ  สาธิตการผลิตและใช้ไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งในปี ๒๕๕๖ ผลิตได้๓๔๐ ลิตร สาธิตการผลิตน้ำส้มควันไม้ เป็นต้น

    ๒.๒ การถ่ายทอดความรู้/การฝึกอบรมด้านการเกษตร

                                   ศูนย์ฯได้ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรและเยาวชน โดยมีการสาธิตในพื้นที่จริงพร้อมตั้งกลุ่มเพื่อให้เกษตรกรมีความเข้มเข็ง อาทิ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเพาะขยายจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่าและจัดตั้งกลุ่มจำนวน ๓ กลุ่มรวม ๕๕ คน ในพื้นที่ บ้านบึงบอนตำบลทุ่งเบญจาบ้านหนองท้ายเรือ ตำบลรำพัน และบ้านคลองบอน ตำบลสนามไชย   การถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า มีเกษตรกรเข้าร่วม ๕ รายพื้นที่ ๑๓ ไร่ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ มีเกษตรกรเข้าร่วม ๖ รายพื้นที่ ๒๐ ไร่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรและผู้สนใจรวม ๗๕๑ คน โดยจัดอบรมรวม๕ หลักสูตร ได้แก่ การเพาะเห็ดเศรษฐกิจ การปลูกผักปลอดภัยสารพิษ การผลิตข้าวพันธุ์ดีการพัฒนาคุณภาพข้าว และการบริหารจัดการกลุ่ม  การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ่งชันโรงเพื่อการเกษตร ๓๐ ราย

  

  

  ๒.๓ ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพ

          ภายหลังจากการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและตั้งกลุ่มแล้วศูนย์ฯได้มีการติดตามกลุ่ม และประเมินศักยภาพกลุ่ม อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี ๒๕๕๖ศูนย์ฯ ได้พิจารณาส่งเสริมปัจจัยการเกษตรและอบรมความรู้เพิ่มเติมให้แก่กลุ่มเพื่อให้กลุ่มมีความเข้มแข็งขึ้น รวม ๘ กลุ่มได้แก่กลุ่มเกษตรกรระบบชลประทานน้ำเค็ม  ๒๕ รายกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีสมาชิก ๓๑ ราย และโรงสีข้าวชุมชน สมาชิก ๑๓๒ ราย  กลุ่มผลิตผักอนามัยปลอดสารพิษ ๑๐ รายรวมพื้นที่ ๑๐ ไร่โดยปลูกผักแบบหมุนเวียน กลุ่มผลิตพืชหลังนา ๒๕ ราย รวมพื้นที่ ๕๐ ไร่กลุ่มเพาะเห็ดเศรษฐกิจครบวงจร ๑๖ ราย กลุ่มใช้ปุ๋ยพืชสดในนาข้าวและสวนผลไม้ ๔๐รายรวมพื้นที่ ๒๐๐ ไร่  กลุ่มการผลิตและการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ๕๐ราย รวมพื้นที่ ๒๕๐ ไร่ และกลุ่มการผลิตและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ๓๐รายรวมพื้นที่๑๕๐ ไร่  

   

๒.๔ งานพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

                                   ศูนย์ฯ ได้มีโครงการ/กิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ ทั้งด้านสุขภาพอนามัย อาทิการจัดค่ายยุวชนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร ให้แก่เด็กประถม ๕ และ ๖  ๕๗ ราย การสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนจำนวน ๕ โรงเรียน การตรวจหาสารเคมีตกค้างในเลือดของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ตำบลวังโตนด จำนวน ๑๗๔ รายผลการตรวจพบว่ามีความเสี่ยง จำนวน ๖๘ ราย การปรับปรุงแปลงสมุนไพรและปรับปรุงการบริการแพทย์ทางเลือกในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกระแจะ  การอบรม/สร้างแกนนำเผยแพร่สมุนไพร รวม ๖๕ ราย ใน ๔ หมู่บ้าน

  

                                  นอกจากนี้ยังได้จัดการอบรมพัฒนาประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีแก่เกษตรกร  ในหมู่บ้านต้นแบบ จำนวน ๖๙ คน อบรมการจัดทำบัญชีฟาร์มแก่กลุ่มอาชีพ จำนวน๔๒ ราย  การจัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับระบบสหกรณ์แก่นักเรียนโรงเรียนจำนวน ๑๐๐ คน  การให้ความรู้แก่สมาชิกสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบนสหกรณ์การเกษตรแหลมสิงห์ และเกษตรกรในพื้นที่ท่าใหม่ และการอบรมโครงการอาหารกลางวันแก่นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราดจำนวน ๑๐๔ คนจาก ๘ โรงเรียน  เป็นต้น

๓. งานอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ

     ๓.๑ อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมง

                       ศูนย์ฯได้ดำเนินการ การตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในอ่าวคุ้งกระเบนซึ่งดำเนินการเป็นประจำทุกเดือนใน ๒๔ จุดทั่วอ่าว พบว่ามีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานซึ่งชี้ให้เห็นว่าน้ำทิ้งจากการเลี้ยงสัตว์น้ำยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในอ่าวคุ้งกระเบนและน้ำมีคุณภาพที่จะใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ และได้ดำเนินการขยายพันธุ์สัตว์น้ำ อาทิ การดำเนินโครงการธนาคารปูไข่โดยกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านขึ้นที่เจ้าหลาว และหมู่ ๗ ตำบลสนามไชยนอกจากนี้ยังได้มีการขยายผลการดำเนินงานธนาคารฯไปยังจังหวัดตราดอีกด้วย โดยในปี๒๕๕๖ สามารถปล่อยพันธุ์ปูม้าได้ ๒๐๐,๐๐๐ ตัว ศูนย์ฯได้ผลิตและปล่อยสัตว์น้ำชายฝั่งบริเวณชายหาดแหลมเสด็จและพื้นที่ใกล้เคียง ในปี๒๕๕๖ ดังนี้ พันธุ์กุ้งแชบ๊วยจำนวน ๓,๓๒๙,๐๐๐ ตัว พันธุ์หอยหวานจำนวน ๗๐,๐๐๐ ตัว และพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน ๑๐,๐๐๐ ตัว

                      นอกจากนี้ยังจัดโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเลเยาวชนรักษ์คุ้งกระเบนฝึกอบรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตจังหวัดจันทบุรีและใกล้เคียง จำนวน ๕๐ คน จาก ๒๒ โรงเรียน และได้มีการจัดการสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ซึ่งได้จัดหาและรวบรวมพันธุ์สัตว์น้ำทะเลในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงมาจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนผู้สนใจได้ศึกษาหาความรู้และพักผ่อนหย่อนใจโดยจะมีวิทยากรบรรยายให้ความรู้กับคณะผู้เยี่ยมชม และในปี ๒๕๕๖มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า ๔๕๐,๐๐๐ คน

                        นอกจากนี้ยังจัดโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล เยาวชนรักษ์คุ้งกระเบนฝึกอบรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตจังหวัดจันทบุรีและใกล้เคียง จำนวน ๕๐ คน จาก ๒๒ โรงเรียน และได้มีการจัดการสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ซึ่งได้จัดหาและรวบรวมพันธุ์สัตว์น้ำทะเลในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงมาจัดแสดงเพื่อให้ประชาชนผู้สนใจได้ศึกษาหาความรู้และพักผ่อนหย่อนใจโดยจะมีวิทยากรบรรยายให้ความรู้กับคณะผู้เยี่ยมชม และในปี ๒๕๕๖มีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า ๔๕๐,๐๐๐ คน

๓.๒ อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ 

 ศูนย์ฯ ได้ ดำเนินการบำรุง ดูแลรักษาพื้นที่ป่า ได้แก่ ป่าชายเลน ๑,๓๐๐ ไร่และทางเดินศึกษาธรรมชาติ ๗๗ กิโลเมตรตลอดจนการจัดทำป้ายสื่อความหมาย นิทรรศการศูนย์บริการข้อมูล สวนรุกขชาติ พื้นที่ ๑๔ ไร่ ป่าไม้ชายหาด ๕ ไร่  ทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายหาด ๒๖๐ เมตร แปลงปกปักพันธุกรรมพืชป่าชายเลนขายหาดและสมุนไพรพื้นบ้าน พื้นที่ ๒๗ ไร่และผืนป่าในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคุ้งกระเบน ฯ ครอบคลุมพื้นที่ ๑๑,๓๗๐ ไร่

 และได้ดำเนินการเพาะชำกล้าไม้ป่าชายเลน ไม้ยืนต้นและไม้ประดับ รวมทั้งสิ้น ๑๕๐,๐๐๐ กล้า เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้สนใจ รวมทั้งการจัดทำโครงการค่ายเยาวชนอนุรักษ์ป่าชายเลนมีเยาวชนเข้าร่วมจำนวน ๕๐ คน โครงการอบรมมัคคุเทศก์รุ่นเยาว์มีเยาวชนเข้าร่วมจำนวน ๓๐ คน โครงการค่ายเยาวชน อนุรักษ์สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อม๗๐ คน และ โครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนวัดคลองขุด


   

   


                                      นอกจากนี้ได้ขยายผลถ่ายทอดองค์ความรู้จากอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนโดยการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่า

ชายเลนแหลมแม่นกแก้ว อาทิการปลูกป่าชายเลน การสร้างแนวกันคลื่นจากไม้ไผ่ปักเป็นแนวยาวขนานไปกับชายฝั่งเพื่อลดความแรงของกระแสคลื่น ระยะทางประมาณ ๑๔๐ เมตรเพื่อให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเติบโตของกล้าไม้ป่าชายเลน

 

๔.งานด้านการประชาสัมพันธ์

    ๔.๑ การเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 

         ศูนย์ฯได้ดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และเข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างๆในหลายโอกาส อาทิ  ร่วมจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯกับสำนักงาน กปร. และสถานีไทยทีวีสีช่อง ๓ ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๒ เมษายน  ร่วมจัดค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ ระหว่างวันที่ ๘-๑๐ พฤษภาคม  ร่วมจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ กับสำนักงาน กปร.และกองทัพไทยระหว่างวันที่  ๑๓ ๒๐กรกฎาคม ร่วมจัดค่ายเรียนรู้และเผยแพร่โครงการพระราชดำริ กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้แก่มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมนักศึกษาเข้าร่วม ๒๘๐ คน

   

   

๔.๒ สื่อประชาสัมพันธ์

ในปี๒๕๕๖ ศูนย์ฯ ได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ การจัดทำเอกสารเผยแพร่อาทิ เอกสารแนะนำศูนย์ฯ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษคู่มือการเดินทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เอกสารแผ่นพับเรื่อง หม่อน”  เรื่องขยายเชื้อเห็ดในชิ้นไม้การให้ข้อมูล และอำนวยความสะดวกในการถ่ายทำสารคดี/ภาพยนตร์ ๒๖ คณะการร่วมจัดนิทรรศการกับจังหวัดจันทบุรี ๕ ครั้ง  การร่วมโครงการจังหวัด/อำเภอเคลื่อนที่๑๕ ครั้ง

  

                                    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดจันทบุรี ได้ดำเนินงานปี ๒๕๕๖ อาทิให้บริการด้านคลินิกโรคสัตว์น้ำและวิเคราะห์คุณภาพน้ำ กว่า ๑๐,๐๐๐ ตัวอย่างให้ความรู้แก่กลุ่มต่างๆ สรุปได้ดังนี้ จัดอบรม ๒๕ หลักสูตรมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า ๑,๐๐๐ คน เยาวชนเข้าร่วมกว่า ๘๐๐ คนขยายผลในพื้นที่เกษตรกร ๗๐๐ ไร่ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพและกลุ่มเกษตรกร ๒๐ กลุ่มสำหรับด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดำเนินการปล่อยสัตว์น้ำกว่า ๓.๖ ล้านตัวดูแลรักษาพื้นที่ป่ากว่า ๑๒,๐๐๐ ไร่ ส่งเสริมกล้าไม้ กว่า๑๕๐,๐๐๐ กล้ารวมทั้งยังรองรับปริมาณผู้เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์จำนวน ๖๐๘,๙๒๙ คน 

  

  

ซึ่งการดำเนินงานที่ผ่านมาจะยังผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบศูนย์ฯให้ดีขึ้น สภาพสิ่งแวดล้อมมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับประชาชนที่มาเยี่ยมชมเพื่อนำความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป


ที่มา : สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ 1

ข้อมูล ณ วันที่ : 28 กุมภาพันธ์ 2557

สามารถดาวน์โหลด .pdf ได้ที่นี่