โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี



เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๓๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริแก่นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการ กปร. เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และนายยุทธ กิ่งเกตุ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ สรุปได้ว่า ควรพิจารณาดำเนินการพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี) ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอย่างดี โดยขอให้ประสานและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขุดสระน้ำ ปลูกป่า ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อประโยชน์สุขให้กับประชาชนในพื้นที่

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริให้จัดหาที่ดินจำนวนหนึ่ง เพื่อพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว และพระราชทานชื่อโครงการว่า โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริทรงเน้นเรื่องการบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยให้ราษฎรได้อยู่อาศัยทำกินร่วมกับ การคงอยู่ของธรรมชาติอย่างเกื้อหนุนกัน คือ ไม่ทำลายซึ่งกันและกันตามหลักการฟื้นฟูและสร้างสมดุลในระบบนิเวศ ทำให้ทุกชีวิตมีความผาสุก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


. งานพัฒนาแหล่งน้ำ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างฝายหินก่อ ๑ แห่งบริเวณลำห้วยพุช้างหมอบ ความยาว ๒๙ เมตร ความสูง ๒.๒๕ เมตร ขณะนี้ดำเนินการได้ ร้อยละ ๓๐ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๕๖

งานก่อสร้างฝายหินก่อ ๑ แห่ง บริเวณลำห้วยพุช้างหมอบ ความยาว ๒๙ เมตร ความสูง ๒.๒๕ เมตร ขณะนี้ดำเนินการได้ร้อยละ ๓๐

๒. งานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๒.๑ หน่วยงานภาครัฐและกลุ่มอาสาสมัครรักษาป่า ได้จัดกิจกรรม การออกตรวจสอบและลาดตระเวนดูแลพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ดูแลสวนป่า ทำให้พื้นที่ป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้ ได้มีการบำรุงดูแลสวนหวาย ซ่อมแซมฝายแบบผสมผสานและเพาะชำกล้าไม้ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ กล้า เช่น สะเดา ไผ่ ประดู่ อินทนิล หวาย คูณ เพกา กฤษณา เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

 
กลุ่มราษฎรอาสารักษาป่าร่วมกิจกรรม
ออกลาดตระเวนป้องกันรักษาป่า
 
  
สภาพป่าปลูกมีความเจริญเติบโตดี

๒.๒ ดำเนินการฝึกอบรมและส่งเสริมให้เกษตรกร หมู่ที่ ๓,๕, และ ๗ จำนวน ๕๐ คน มีความรู้วิธีการผลิตสารสกัดจากพืชสมุนไพรไล่แมลงศัตรูพืชและทำน้ำยาเอนกประสงค์จากน้ำหมักชีวภาพด้วยตนเอง

๒.๓ ปรับปรุงรักษาซ่อมแซมแปลงหญ้าแฝก ๒๘ สายพันธุ์ ๑ แปลง ๑ ไร่ จัดทำบอร์ดบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกหญ้าแฝก เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ของชุมชน มีคณะผู้บริหารเข้าตรวจเยี่ยมพื้นที่และเยาวชนเข้าศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับพื้นที่ปลูกหญ้าแฝกอนุรักษ์ดินและน้ำ ระยะทาง ๕ กิโลเมตร ในพื้นที่หมู่ ๕ สาธิตการปลูกอ้อยอินทรีย์ ๑ แปลง ๒ ไร่ ได้ตัดอ้อยปีที่ ๑ จำนวน ๖๙๘ มัด ๆ ละ ๑๐ ลำ ต้นอ้อยยาว ๒.๖๐ เมตร ๓๘๐ มัด และ ๑.๒๐ เมตร ๓๑๘ มัด แจกให้แก่เกษตรกรนำไปปลูกขยายพันธุ์ และดูแลกำจัดวัชพืช ซึ่งมีเกษตรกรให้ความสนใจปลูกอ้อยอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยขอรับพันธุ์อ้อยไปปลูก ๑๒ ราย จัดซื้อเครื่องปั๊มน้ำ แบบมอเตอร์ ๑ เครื่อง จัดซื้อเครื่องตัดหญ้า แบบสะพายหลัง ๑ เครื่อง สำหรับใช้ในแปลงรวบรวมพันธุ์หญ้าแฝก และแปลงสาธิตการปลูกอ้อยอินทรีย์ ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทือง อัตรา ๕ กิโลกรัม/ไร่ เมื่อออกดอกเต็มที่ ให้ไถกลบบำรุงดิน รวมพื้นที่ ๓๐ ไร่ เกษตรกรมีความรู้ มีความต้องการเมล็ดพันธุ์เพิ่มมากขึ้นและสามารถนำไปปฏิบัติได้



 
 
 ราษฎรหมู่ ๓,๕ และ๗ ได้รับการอบรมการทำน้ำยาเอนกประสงค์จากน้ำหมักชีวภาพ
 
ปลูกปอประเทืองปรับปรุงบำรุงดิน
อัตรา๕กิโลกรัม/ไร่
๓. การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ โดยการส่งเสริมกลุ่มอาชีพการเลี้ยงสุกร การเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้าภูฐานไว้บริโภคและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ทำให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและส่งเสริมให้ราษฎรปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งเดิมต้องซื้อมาบริโภค รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้ราษฎรปลูกพืชโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนสารเคมี และบำรุงดิน รวมถึงรักษาสุขภาพของประชาชน
 
ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงเห็ดนางฟ้าภูฐานเพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม  
 ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงสุกรเป็นรายได้เสริ
๔. งานพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต

๔.๑ ดำเนินการส่งเสริมการเรียนรู้สู่งานอาชีพ ให้นักเรียนเลือกเรียนรู้อาชีพด้านการเกษตร ๕ กลุ่ม คือ การเลี้ยงปลาดุก การเลี้ยงกบ การเพาะเห็ดฟาง การเพาะเห็ดนางฟ้าและแปลงเกษตรพอเพียง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในครัวเรือน และ จัดกำลังพลชุดปฏิบัติการจากกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ ๑๓๓ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรหนองปรือ ออกตรวจลาดตระเวนพื้นที่ทั่วไปเพื่อป้องกันเรื่องยาเสพติด และดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินของประชาชน จำนวน ๙๘ ครั้ง

๔.๒ จัดประชุมขับเคลื่อนชมรมสายใยรักแห่งครอบครัว เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเกิดความยั่งยืน จัดกิจกรรมประกวดโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพดีเด่นระดับอำเภอ ๑ ครั้ง อบรมสมาชิกศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น จำนวน ๒ วัน ณ โรงเรียนประชามงคล โดยคัดเลือกนักเรียนเข้าร่วมโครงการ ๒๐๐ คน ส่งเสริมชมรมผู้สูงอายุ โดยจัดประชุมเดือนละ ๑ ครั้ง มีสมาชิก ๗๐ คน จำนวน ๘ เดือน เพื่อให้ชมรมเกิดความเข้มแข็ง และมีกิจกรรมต่อเนื่อง โดยจัดคัดกรองสุขภาพ ส่งเสริมสุขภาพ การบริหารร่างกาย และการดื่มน้ำสมุนไพร

๔.๓ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ อบรมพัฒนาฟื้นฟูความรู้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอหนองปรือ ๔๙๖ คน จำนวน ๒ วัน จัดทีมสหสาขาวิชาชีพ มีแพทย์ สัตวแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ นักกายภาพบำบัด นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ออกเยี่ยมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ฟื้นฟูสมรรถภาพนอกเวลาราชการ เพื่อป้องกันโรคและวางแผนการรักษาจัดซื้อเวชภัณฑ์ยา เวชภัณฑ์ไม่ใช่ยาสำหรับนำออกใช้ในกิจกรรมเฝ้าระวัง ตรวจคัดกรอง และสนองนโยบายฝ่ายปกครองในการปิดล้อมหมู่บ้าน และโครงการโรงเรียนสีขาว และการบำบัดฟื้นฟูรักษาสมรรถภาพผู้ติดสารเสพติดในสถานบริการ

 
โรงพยาบาลพระบารมี
ตรวจสุขภาพให้แก่ราษฎรผู้สูงอายุ
  
  อบรมการต้านยาเสพติดให้กับเยาวชน

๔.๔ จัดเข้าค่ายพักแรม เยาวชนนักเรียน จากโรงเรียนต่าง ๆ จำนวน ๗ โรงเรียน จำนวน ๙๒ คน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน และการศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียง

  

๕. งานบริหารโครงการ
        ๕.๑ จัดประชุมคณะผู้ปฏิบัติงานโครงการห้วยอคต ฯ ในระดับพื้นที่ เพื่อให้ ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้มีการรายงานความก้าวหน้าผลการปฏิบัติงานประจำเดือน และร่วมกันติดตามผลการดำเนินงาน รวมทั้งพิจารณาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยกำหนดทุกวันพฤหัสบดี สัปดาห์ที่ ๓ ของทุกเดือน และออกตรวจเยี่ยมพื้นที่ มีคณะบุคคลที่
  

๑.    พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โครงการจำนวน ๔ หมู่บ้าน ๗๘๐ ครอบครัว ให้มีความรู้เพิ่มมากขึ้นและสามารถนำไปปฏิบัติได้ ช่วยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

๒.     ฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และสร้าง       ความชุ่มชื้นให้ผืนป่า พื้นที่ ๗,๐๐๐ ไร่รวมทั้งป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

๓.          ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ บวร(บ้าน วัด ราชการ และโรงเรียน)ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของราษฎร ซึ่งมีผู้สนใจเข้าศึกษาดูงานปีละ๓,๖๐๐ คน


ที่มา : สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ 1

ข้อมูล ณ วันที่ : 28 กุมภาพันธ์ 2557