โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง

ความเป็นมา

เมื่อปี 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเสด็จแปรพระราชฐานประทับ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนและดูแลความทุกข์สุขของราษฎรและได้ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ว่าขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะนำไปประกอบอาชีพ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเกษตรกรเหล่านี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กู้ยืมไปลงทุนเป็นจำนวนเงิน3 แสนบาท ภายหลังไม่ปรากฏผู้ใดนำเงินจำนวนที่กู้ยืมไปทูลเกล้าถวายคืนแก่พระองค์ท่านเลยและความได้ทราบถึงฝ่าละอองพระบาทว่า เกษตรกรเหล่านี้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองได้อาศัยเช่าที่กรมประชาสงเคราะห์ โดยเฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน 2 ไร่ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ฯพณฯ ม..เดช สนิทวงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติและองคมนตรีไปจัดหาพื้นที่ในเขตจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำมาจัดสรรให้เกษตรกรดังกล่าวต่อไปขณะเดียวกันนั้นรัฐบาลอิสราเอล โดยเอกอัคราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ขอทราบหลักการของโครงการและอาสาที่จะช่วยเหลือในการพัฒนาการเกษตรในลักษณะของผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ต่อมาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติจึงได้เสนอหลักการของโครงการต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้มีมติเห็นชอบ โดยทำสัญญาร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอลโครงการนี้จึงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2509 มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี โดยใช้ชื่อว่าโครงการไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง)”

คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ (เดิม) และกระทรวงเกษตร (เดิม)ร่วมมือกันเป็นเจ้าของเรื่อง พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยปลัดกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการปลัดกระทรวงเกษตรเป็นรองประธาน และผู้แทนจากหน่วยราชการอื่นร่วมเป็นกรรมการเช่น เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นต้นด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการทุกฝ่าย ได้เลือกที่ดินบริเวณหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรีเป็นที่ตั้งของศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร ของโครงการไทย - อิสราเอล โดยเหตุผลที่ว่าเดิมที่ดินบริเวณนี้เป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ มีราษฎรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่การทำมาหากินไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากสภาพที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินเลวขาดแคลนน้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทรงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ10,000 ไร่ ออกจากป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ภายหลังพระองค์ทรงจับจองพื้นที่ดังกล่าวเยี่ยงสามัญชน โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายป่าไม้และกฎหมายที่ดินทุกประการ เมื่อมีแนวทางพัฒนาที่ดินดีขึ้นแล้วก็จะจัดให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในตอนต้นและเกษตรกรที่ขยันหมั่นเพียรแต่ขาดแคลนที่ทำกินเข้าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ต่อไป

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้จัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและสำรวจแหล่งเก็บกักน้ำ รวมถึงสภาพดิน ตลอดจนสำรวจหาแหล่งน้ำใต้ดินในบริเวณพื้นที่โครงการซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปริมาณน้ำบาดาลมีน้อย ดินส่วนใหญ่มีคุณภาพเลวมาก คือประมาณ 6,500 ไร่ ส่วนที่เหลือเป็นดินเลวปนดี พอที่จะทำกสิกรรมได้บ้างเมื่อได้มีการพัฒนาที่ดินและจัดระบบชลประทานในพื้นที่ 500 ไร่ แล้วตั้งเป็นศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตรพร้อมทั้งอพยพเกษตรกร 2 ครอบครัว ครอบครัวแรกจากกลุ่มเกษตรกรสวนผักชะอำ ซึ่งได้รับความเดือดร้อนในตอนต้นและอีกครอบครัวหนึ่งเป็นเกษตรกรเดิมที่อาศัยทำกินในเขตโครงการฯโดยจัดที่ดินให้ครอบครัวละ 25 ไร่ จัดให้ปลูกพืชอาศัยน้ำชลประทาน 7 ไร่ อีก18 ไร่ ให้ปลูกพืชไร่อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ มีเจ้าหน้าที่เป็นผู้วางแผนการปลูกและกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ให้เกษตรกรทั้ง 2 ครอบครัว กู้ยืมเงินเป็นทุน สำหรับการประกอบอาชีพครอบครัวละ 10,000 บาท โดยไม่คิดดอกเบี้ย ทั้งนี้ เพื่อหาข้อมูลทางด้านต่าง ๆ เช่นรายได้ รายจ่าย ความเหมาะสมของการใช้แรงงานในครัวเรือนกับขนาดของพื้นที่ที่จัดให้การปลูกพืชใช้น้ำชลประทาน การปลูกพืชอาศัยน้ำฝน ตลอดจนการจัดบริการในด้านสินเชื่อและการตลาด รวมทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การเกษตรปัญหาด้านสังคมของเกษตรกร ประกอบการพิจารณาแก้ไขปรับปรุง เพื่ออพยพครอบครัวของเกษตรกรที่เหลือเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเกษตรกรต่อไป

ภายหลังเมื่อครบปีการผลิตเกษตรกรทั้งสองครอบครัวสามารถใช้หนี้สินคืนแก่กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ และยังมีเหลือเป็นทุนสำรองสำหรับการประกอบอาชีพในปีต่อไปได้จึงอพยพครอบครัวเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในตอนต้นที่เหลืออีก 82 ครอบครัว และเกษตรกรที่เข้ามาทำประโยชน์อยู่เดิมอีก 46 ครอบครัว เข้าอาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่ที่จัดสรรให้ครอบครัวละ25 ไร่ และโครงการได้ให้กู้ยืมเงินครอบครัวละ 6,000 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกบ้านเรือน 1,500 บาท ส่วนที่เหลืออีก4,500 บาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับวัสดุการเกษตร และค่าใช้จ่ายในครอบครัว โดยปีแรกไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ปีต่อไปเสียดอกเบี้ยร้อยละ6 ในการอพยพครอบครัวเกษตรกรเหล่านี้ ได้จัดให้สร้างที่อยู่อาศัยรวมเป็นหมู่บ้านเกษตรกรขึ้นโดยมีทางราชการคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำ การบริหารงานของหมู่บ้านตัวอย่างให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และขณะเดียวกันได้มีการให้การศึกษาอบรมเกี่ยวกับหลักและวิธีการของสหกรณ์ จนเห็นว่าสมาชิกของหมู่บ้านเกษตรกรมีความเข้าใจได้ดีพอแล้วจึงเข้าชื่อกันเพื่อขอจดทะเบียนเป็น สหกรณ์การเกษตร โดยใช้ชื่อว่าสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด

วัตถุประสงค์

1.      จัดตั้งศูนย์สาธิตและทดลองการเกษตร เพื่อศึกษาหาข้อมูลในด้านการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตร ในพื้นที่ที่แห้งแล้ง ตลอดจนสาธิตการใช้เทคโนโลยีการเกษตรด้วย

2.      ทำการปฏิรูปที่ดินโดยการจัดพัฒนาที่ดินที่วางเปล่าแล้วจัดสรรให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินในการเพาะปลูกเป็นของตนเอง เข้าทำการเกษตรประกอบอาชีพตามวิธีการเกษตรแผนใหม่แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน

3.      รวมกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเหล่านี้จัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร โดยใช้หลักและวิธีการสหกรณ์แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของสมาชิก ตั้งแต่เริ่มการผลิตจนถึงการจำหน่ายสู่ตลาด

4.      เป็นแหล่งให้การศึกษาการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่ว ไป

พื้นที่ดำเนินการ

สหกรณ์การเกษตรหุบกะพงจำกัด ปัจจุบันมีพื้นที่ในเขตโครงการทั้งหมด 12,554 ไร่ 1 งาน74 ตารางวา พื้นที่แบ่งเป็นแปลงๆ จัดสรรให้สมาชิกรวมทั้งสิ้น 7,356 ไร่ พื้นที่อีก 1,000 ไร่ ที่ดินติดกับภูเขา ให้กรมป่าไม้ดำเนินการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ส่วนที่เหลือบางส่วน เป็นที่ปลูกสร้างอาคารบ้านเรือน โรงเรียน วัดที่ทำการศูนย์ฯ สำนักงานสหกรณ์ สถานีอนามัยศูนย์พัฒนาการเด็ก โรงอบกล้วยสำหรับทำกล้วยตาก และโรงงานสกัดน้ำมันเมนธอลจากต้นมินต์เป็นต้น

หน่วยงานรับผิดชอบ      กรมส่งเสริมสหกรณ์

การดำเนินงาน

1.      งานจัดที่ดินตามพระราชประสงค์  ได้ดำเนินการจัดสรรแบ่งแปลงที่ดินให้เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยจำนวน 787 แปลง พื้นที่ 7,608 ไร่ โดยในปี 2554ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแก่เกษตรที่มีคุณสมบัติครบถ้วน(รุ่นที่ 2) จำนวน 86 ราย รวม 163 แปลง เนื้อที่รวม 1,379 งาน 14 ตารางวา



2.     งานจัดหาระบบชลประทาน ได้ดำเนินการก่อสร้างแหล่งน้ำในพื้นที่ดังต่อไปนี้

โครงการ

ความจุ

(ลบ.ม.)

พื้นที่ชลประทาน

(ไร่)

1.    ระบบสูบน้ำและจ่ายน้ำ (จากคลองส่งน้ำสายหัวหิน)

1.1   ระบบสูบน้ำและจ่ายน้ำ ถังที่ 1

1.2   ระบบสูบน้ำและจ่ายน้ำ ถังที่ 2

 

1,000

1,000

 

1,153

1,021

2.    โครงการชลประทานขนาดกลาง

2.1   อ่างเก็บน้ำหุบกะพง

2.2   อ่างเก็บน้ำห้วยทราย หุบกะพง

2.3   อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว

 

360,000

800,000

274,000

 

-

280

100

3.    ระบบท่อผันน้ำ อ่างฯ ทุ่งขาม – อ่างฯ ห้วยทราย-หุบกะพง

-

-

4.    สระเก็บน้ำ

1.1    สระเก็บน้ำเขาหนอกวัว

1.2    สระเก็บน้ำห้วยน้ำหมาก

1.3    สระเก็บน้ำชุมชนและไร่นา (จำนวน 250 แห่ง)

 

40,000

100,000

451,500

 

-

-

รวม

2,027,500

2,554

 

3.     งานศูนย์เรียนรู้โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง

     เป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้สนในและคณะผู้มาศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพงผลการดำเนินงานปี 2554 มีคณะศึกษาดูงานศูนย์เรียนรู้ฯ จำนวน 766 คณะ รวม 80,978 คน

4.     งานส่งเสริมสหกรณ์

สหกรณ์การเกษตรหุบกะพงจำกัด เป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์การเกษตร จดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2514 ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 420 ครอบครัว มีทุนเรือนหุ้น 1,597910 บาท มีทุนสะสมตามข้อบังคับ639,986.33 บาท และมีทุนสำรอง 3,910,008.02 บาท นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสตรีสหกรณ์ในสังกัดอีกจำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่

1)     กลุ่มสตรีสหกรณ์สาขาศิลปาชีพป่านศรนารายณ์มีสมาชิก 50คน

2)     กลุ่มสตรีสหกรณ์สาขาแปรรูปน้ำผลไม้มีสมาชิก 50คน

3)     กลุ่มหุบกะพงไวน์ไทย มีสมาชิก 18 คน

4)     กลุ่มสตรีสหกรณ์สาขาทำขนม มีสมาชิก 40 คน

5)     กลุ่มสตรีผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนมีสมาชิก 31คน

6)     กลุ่มเยาวชนสหกรณ์พัฒนา(หุบกะพงไข่เค็ม) มีสมาชิก 28 คน

5.     งานประชาสัมพันธ์

     ดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของโครงการฯรวมถึงร่วมจัดนิทรรศการในโอกาสต่างๆ เช่นงานสหกรณ์ไทย ใต้ร่มพระบารมี ณ เมืองทองธานี งานนิทรรศการ 84 พรรษา ประโยชน์สุขสู่ปวงประชาณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และงานพระนครคีรี ณสนามกีฬาเทศบาลเมืองเพชรบุรี เป็นต้น

6.     งาน/โครงการพิเศษ

6.1     โครงการส่งเสริมเลี้ยงไก่ไข่ระบบปิด  โดยเลี้ยงรุ่นละ 5,000 ตัวมีบริษัทราชบุรีอาหารสัตว์ จำกัด สาขาเพชรบุรี รับซื้อไข่ในราคาประกันปัจจุบันเลี้ยงไก่ไข่เป็นรุ่นที่ 12 จำนวน 5,175 ตัว

6.2     โครงการปลูกป่าป่านศรนารายณ์เฉลิมพระเกียรติเป็นโครงการร่วมระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับศูนย์สาธิตสหกรณ์การเกษตรหุบกะพงเริ่มดำเนินการในปี 2547 โดยมีที่มาจากการที่พลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ องคมนตรี เห็นว่าสมาชิกสหกรณ์ฯประกอบอาชีพเสริมคือ จักสานผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์เพื่อจำหน่ายแต่ระยะหลังวัตถุดิบเริ่มขาดแคลน จึงมอบหมายให้ กฟผ. มาดำเนินการปลูกป่าป่านศรนารายณ์ในพื้นที่โครงการฯโดยผลผลิตที่ได้มอบให้สหกรณ์การเกษตรหุบกะพงเป็นผู้ใช้ประโยชน์และบริหารจัดการทั้งหมด

6.3     โครงการศูนย์เรียนรู้แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งเริ่มดำเนินการในปี 2552 เป็นการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในเนื้อที่ 3ไร่ โดยใช้ระบบน้ำหยด เพื่อนำบทสรุปผลการศึกษาไปขยายผลและส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ต่อไป

6.4     โครงการสวนทับทิมไทย – อิสราเอลเป็นโครงการที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ดำเนินการในพื้นที่โครงการฯเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยนำกิ่งพันธุ์จากประเทศอิสราเอลมาปลูกในพื้นที่ 4 ไร่ ปัจจุบันมีอายุ 4 ปีเศษ แต่ลำต้นมีขนาดเล็กไม่ค่อยสมบูรณ์ผลผลิตต่ำ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากสภาพอากาศร้อนที่ร้อนเกินไป


ที่มา : สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ 1

ข้อมูล ณ วันที่ : 28 กุมภาพันธ์ 2557

สามารถดาวน์โหลด .pdf ได้ที่นี่