เขื่อนเจ้าพระยา ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

ความเป็นมา            

          โครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ เป็นโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อประโยชน์ในการเพาะปลูกสำหรับพื้นที่ทุ่งราบภาคกลางสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงมาถึงพื้นที่แถบชายทะเล แต่เดิมการเพาะปลูกในเขตพื้นที่ดังกล่าว อาศัยน้ำฝนเป็นหลักเป็นเหตุให้เกษตรกรในอดีต ได้รับความเดือดร้อนในปีที่มีฝนตกน้อยอยู่เสมอ จึงมีความจำเป็นในการก่อสร้างโครงการชลประทาน เพื่อช่วยเหลือการทำนาให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม แต่ในเวลานั้นความรู้และทักษะทางด้านวิศวกรรมการชลประทานยังไม่เป็นที่ชำนาญ จึงจำเป็นต้องมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ




            โดยเริ่มศึกษาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ.2455  ได้เชิญนาย เย โฮมัน วันเดอร์ไฮเด ผู้เชี่ยวชาญการชลประทานชาวฮอลันดาเข้ามาวางโครงการชลประทาน และเสนอให้สร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่ที่ อำเภอสรรพยา  จังหวัดชัยนาท เพื่อทดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีระดับสูงแล้วส่งน้ำเข้าพื้นที่ทำนาทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงชายทะเลประมาณ 7.5 ล้านไร่ แต่ประเทศไทยต้องใช้เงิน ทำนุบำรุงประเทศในด้านอื่นก่อน การก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่จึงต้องระงับไว้            
             ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่ ได้เกิดน้ำแล้งขึ้น 2-3 ปี ติดต่อกัน รัฐบาลในสมัยนั้นจึงต้องเชิญ เซอร์ ทอมมัส วอร์ด ผู้เชี่ยวชาญการชลประทานชาวอังกฤษเข้ามาวางโครงการอีกในปี พ.ศ.2456 และผู้เชี่ยวชาญได้เสนอให้ก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่ แต่ในเวลานั้นอยู่ในระยะสงครามโลกครั้งที่ 1 การก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่จึงต้องระงับอีก


          ต่อมาในปี พ.ศ. 2491 รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะที่หลาย ๆ ประเทศกำลังขาดแคลนอาหาร คณะผู้เชี่ยวชาญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่รัฐบาลสมัยนั้น เพื่อกู้เงินธนาคารโลกจำนวน 18 ล้านเหรียญอเมริกันหรือประมาณ 360 ล้านบาท มาก่อสร้างโครงการเจ้าพระยาใหญ่เพื่อที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยในด้านเกษตรกรรม และคมนาคมทางน้ำ เพื่อประชาชนชาวไทยจะได้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยได้เริ่มเตรียมงานเบื้องต้นในปี พ.ศ.2494 และเริ่มก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมกับงานระบบส่งน้ำในปี พ.ศ.2495 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2500

         ช่วงระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2498 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 โดยมีพระราชดำรัสว่า  "ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาในวันนี้ ประเทศของเราเป็นประเทศกสิกรรม ทั้งข้าวก็เป็นอาหารหลักของประชาชนพลเมือง การอยู่ดีกินดีของอาณาประชาราษฎร์และความสมบูรณ์มั่งคั่งของประเทศยังต้องอาศัยอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกข้าวในภาคกลางนี้ รัฐบาลของเราทุกยุคทุกสมัย ดังที่นายกรัฐมนตรีแถลงมา ได้เล็งเห็นความสำคัญและสนใจในการทำนุบำรุงประเทศโดยการที่จะสร้างโครงการชลประทานเพื่อส่งเสริมช่วยการเพาะปลูกและการทำนาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงเป็นที่น่ายินดียิ่งนักที่เขื่อนเจ้าพระยา อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการชลประทานที่ได้ดำริกันมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นอันก่อสร้างสำเร็จลงได้ในปัจจุบัน"

"ทั้งนี้เป็นหลักพยานอันหนึ่งถึงความเพียรพยายามที่จะดำเนินการอันจะก่อประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติอันดีของคนไทย ตามคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เห็นได้แล้วว่า ความสำเร็จของเขื่อนเจ้าพระยาได้ส่งผลให้แก่พื้นที่นาทั้งสองฝั่งในระยะเริ่มแรกแล้วเพียงไร ข้าพเจ้าขออนุโมทนาด้วย และขอบรรดา
ท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการนี้จงได้รับคำชมเชยทั่วกัน"


ที่ตั้ง 
         บริเวณคุ้งบางกระเบียน หมู่ที่ 3 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท พิกัด 47 P PS 271 – 759 ระวาง 5039  III  Lat. 15 09' 28"  N.  Long. 100 11' 00" E.

 

ลักษณะเขื่อน
         เขื่อนมีความยาว 237.50 เมตร สูง 16.5 เมตร เขื่อนมีช่องระบาย 16 ช่อง มีประตูเรือติดกับเขื่อนด้านขวากว้าง 14 เมตร สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2500 สามารถเก็บกักน้ำได้ 265 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 5,718,000 ไร่ ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี (2495 – 2500) เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านเข้าออกได้


ประโยชน์

         1. ส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างรวม 7.5 ล้านไร่

         2. ผลิตไฟฟ้าพลังสะอาดได้ 61.75 ล้านหน่วย/ปี

         3. ระบายน้ำด้านท้ายเขื่อนลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการอุปโภค บริโภค อุตสาหกรรม ในจังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร 
            และสมุทรปราการ

         4. ช่วยควบคุมปริมาณน้ำเสียและน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลำคลองต่างๆในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

         5. รักษาระดับน้ำให้เหมาะสมกับการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา

         6. ควบคุมและป้องกันอุทกภัยในแม่น้ำเจ้าพระยา


สถานการณ์น้ำปัจจุบัน

              เขื่อนเจ้าพระยารับน้ำมาจากเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นหลัก มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 5,391 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ยกระดับเพื่อให้น้ำไหลเข้าพื้นที่การเกษตร ปัจจุบันระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ระดับ +15.50 เมตร (รทก.)      

สภาพน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2560 ของ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 12,791 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 51 ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,095 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 12,080 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

การบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในช่วงฤดูน้ำหลาก

         1. ติดตามสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การเฝ้าระวังพายุจร ฝน ร่องความกดอากาศต่ำ เป็นต้น

         2. หากเกิดสภาวะฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน สำนักงานชลประทานที่ 12 จะพร่องน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในช่วง +15.50 เมตร(รทก.) 
            จากระดับเก็บกักปกติ   +16.50 เมตร(รทก.)

         3. น้ำที่หลากลงมาให้เข้าพื้นที่ชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยมิให้กระทบต่อพื้นที่การเกษตร รวมทั้งยกระดับน้ำด้านเหนือเขื่อน
             ไม่เกิน +16.80 เมตร(รทก.)

         4. โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา จะติดตามสภาพอากาศและการพยากรณ์อากาศ รวมทั้งเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 
             และจากจุดเชื่อมต่อรับน้ำหลากลงลำน้ำที่เป็นจุดเสี่ยงในพื้นที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ จะต้องมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่


แหล่งที่มา : สำนักงาน กปร.
กองประสานงานโครงการพื้นที่ 1 (ภาคกลาง)