โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ บริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ตำบลชีน้ำร้าย และตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ความเป็นมา     
         ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี คือประตูระบายน้ำปลายคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2506 ขนาดบานระบายน้ำ กว้าง 4.00 เมตร สูง 6.50 เมตร จำนวน 3 ช่อง อัตราการระบายน้ำสูงสุด 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำและระบายน้ำให้กับพื้นที่ในเขตชลประทาน คือพื้นที่บางส่วนในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช ทางฝั่งตะวันตก(ฝั่งขวา) ของคลองฯ ประมาณ 50,000 ไร่ และพื้นที่บางส่วนของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ ทางฝั่งตะวันออก (ฝั่งซ้าย) ของคลองฯ ประมาณ 80,000 ไร่
         

         คลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 มีความยาวทั้งสิ้น 27.810 กิโลเมตร เริ่มต้นในเขตท้องที่ ตำบลคลุก ผ่านเขตตำบลเขาแก้ว ตำบลหาดอาษาตำบลโพนางดำออก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และผ่านเขตท้องที่ตำบลชีน้ำร้าย ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี คลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 ทำหน้าที่เก็บกักน้ำในฤดูเพาะปลูกและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูเก็บเกี่ยว โดยใช้ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี เป็นอาคารระบายน้ำ ตั้งอยู่ กิโลเมตรที่ 27+110 คลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 หรือกิโลเมตรที่ 26+610 ของคลองส่งน้ำสายใหญ่ชัยนาท-อยุธยา อยู่ในเขตพื้นที่ติดต่อระหว่าง ตำบลชีน้ำร้าย กับตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี สำหรับในฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงกว่าในคลอง จำเป็นต้อง ปิดบานระบายน้ำประตูระบายน้ำบางโฉมศรี เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมพื้นที่ในเขตชลประทาน

          เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำผ่าน 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงและเกิดการกัดเซาะคันคลองชัยนาท-อยุธยา ที่ใช้เป็นคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้าย บริเวณคอสะพานข้ามประตูระบายน้ำบางโฉมศรีจนเกิดช่องขาด กิโลเมตรที่ 26+640 ของคลองส่งน้ำสายใหญ่ชัยนาท-อยุธยา เขตท้องที่หมู่ 9 ตำบลท่างาม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ทำให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหล่บ่าเข้าท่วมพื้นที่ในเขตชลประทานบริเวณทุ่งเชียงราก ซึ่งเป็นพื้นที่บางส่วนของ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี แล้วไหลล้นเข้าคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 3 บ่าเข้าทุ่งบางขามและทุ่งท่าวุ้ง พื้นที่บางส่วนของ อำเภออินทร์บุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี และพื้นที่ในเขตอำเภอบ้านหมี่ อำเภอท่าวุ้ง และอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี แล้วไหลลงสู่แม่น้ำลพบุรี ที่ประตูระบายน้ำวัดมณีฯ  ไหลล่องไปตามแม่น้ำลพบุรีผ่านอำเภอเมืองลพบุรี อำเภอบ้านแพรก อำเภอมหาราช อำเภอบางประหัน ไปบรรจบกับแม่น้ำป่าสักที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

         จากอุทกภัย เมื่อปี 2554 ส่งผลให้ ปตร.บางโฉมศรี และอาคารประกอบเสียหาย ดังนี้

         1. ปตร.บางโฉมศรีขนาด 4.00 x 6.50 เมตร จำนวน 3 ช่อง ซึ่งทำหน้าที่ระบายน้ำจากคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และทำหน้าที่ป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรด้านใน ซึ่งมีอายุการใช้งาน 50 ปี เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงกว่าระดับน้ำจากคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 (คลองเชียงราก) น้ำลอดผ่านใต้อาคารประตูน้ำจากการกัดเซาะ


แสดงความเสียหายของอาคารประตูระบายน้ำบางโฉมศรี


         2. ไซฟอนบางโฉมศรี ขนาด 2-3.50 x 3.50 เมตร ความยาว 52 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 54.48 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งเป็นอาคารสำหรับส่งน้ำคลองส่งน้ำชัยนาท-อยุธยา (คลองมหาราช) เกิดความชำรุดเสียหาย โดยอาคารด้าน outlet ถูกกระแสน้ำตัดขาด ตัวอาคารไซฟอนทรุดตัวเกิดรอยแยกช่วงรอยต่ออาคาร เมื่อมีการส่งน้ำ น้ำในคลองจะไหลลอดออกไปตามรอยแยกของอาคาร

แสดงความเสียหายของอาคารไซฟอนบางโฉมศรี


         3. ไซฟอนคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 ขนาด 2-2.00 x 2.00 เมตร ได้รับความเสียหายด้าน inlet, outlet บานบังคับทั้งสองด้านชำรุดเสียหาย คันคลองส่งน้ำหลังอาคารไซฟอน ถูกกระแสน้ำกัดเซาะ

แสดงความเสียหายของอาคารไซฟอนคลองระบายใหญ่ ชัยนาท – ป่าสัก 2


4. สะพานข้ามประตูระบายน้ำ คสล.

ภาพถ่ายความเสียหายบริเวณ ปตร.บางโฉมศรี ขณะเกิดอุทกภัย


การก่อสร้างอาคารชลประทานใหม่

         จากความเสียหายดังกล่าว กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารชลประทานใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบริเวณปตร.บางโฉมศรี (2555-2560) โดยมีรายละเอียดหลัก ดังนี้

        1. อาคารไซฟอนคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 ลอดคลองส่งน้ำชัยนาท-อยุธยา ขนาด 4 x 5 เมตร จำนวน 4 ช่อง อาคารในส่วนของไซฟอนยาว 89 เมตร ระบายน้ำได้สูงสุด 
           160 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งได้ขยายให้ใหญ่กว่าเดิม (เดิม 2 x 2 เมตร จำนวน 2 ช่อง ระบายน้ำได้ 25.80 ลูกบาศก์เมตร/วินาที) พร้อมติดตั้งบานระบายน้ำและเครื่องกว้าน
           ฝั่งคลองเชียงราก  ขนาด15 ตันจำนวน 4 ชุด และติดตั้งเครื่องกว้านและบานระบายฝั่งเจ้าพระยาขนาด 25 ตัน จำนวน 4 ชุด

        2. สะพานรถยนต์ข้ามคลองชัยนาท-อยุธยา ขนาดผิวจราจรกว้าง 10 เมตร พร้อมทางเท้าด้านละ 1.50 เมตร ยาว 40 เมตร

        3. ก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบ Vertical Pump ขนาดอัตราสูบ 6 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จำนวน 4 เครื่อง สูบระบายน้ำได้สูงสุด 24 ลูกบาศก์เมตร/วินาที

        4. ท่อระบายน้ำพร้อมท่อแยกเพื่อระบายน้ำลงคลองชัยนาท-อยุธยา


การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทุ่งเชียงราก

        พื้นที่ลุ่มบริเวณทุ่งเชียงราก ได้แก่พื้นที่ตำบลเขาแก้ว ตำบลโพธิ์นางดำออก อำเภอสรรพยา อำเภอชัยนาท ตำบลสร้อยทอง อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ตำบลชีน้ำร้าย ตำบลทองเอน ตำบลโพธิ์ชัย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี รวม 38,300 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ แบ่งเป็น

                        1) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ 11,300 ไร่

                        2) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช 20,000 ไร่

                        3) โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค 7,000 ไร่

         ช่วงประมาณเดือนสิงหาคม น้ำส่วนเกินจากพื้นที่เขตชลประทานฝั่งขวาคลองของชัยนาท-ป่าสัก และน้ำฝนบางส่วนจากบริเวณฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก ไหลเข้าพื้นที่บริเวณทุ่งเชียงราก และหากมีฝนตกหนัก ซึ่งมักจะเกิดในช่วงเดือนกันยายน – เดือนตุลาคม น้ำในพื้นที่ชลประทานของคลองซอย 3 ขวา – คลองซอย 8 ขวา ชัยนาท-ป่าสัก ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ และคลองซอย 2 ซ้าย ชัยนาท-อยุธยา ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช จะไหลมารวมกันที่คลองระบายชัยนาท-ป่าสัก 2

           นอกจากนี้แล้วยังมีปริมาณน้ำจากบริเวณพื้นที่น้ำท่วมฝั่งซ้ายช่วงกิโลเมตรที่ 20+000 ถึงกิโลเมตรที่ 36+000 ของคลองส่งน้ำสายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก อีกจำนวนหนึ่ง ที่ไม่สามารถระบายลงคลองชัยนาท-ป่าสักได้ โดยปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลผ่านไซฟอนบริเวณกิโลเมตรที่ 35+000 และไซฟอนบริเวณกิโลเมตรที่ 39+000 ของคลองชัยนาท-ป่าสัก มาตามคลองระบายสาขาเข้าสู่คลองระบายชัยนาท-ป่าสัก 2 อีกด้วย ประกอบกับเมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณมากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีแล้ว ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีระดับสูงกว่าน้ำในคลองระบายชัยนาท-ป่าสัก 2 และไม่สามารถระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำบางโฉมศรี (ปัจจุบันคือไซฟอนบางโฉมศรี) โดยวิธี Gravity ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ จึงทำให้เกิดการท่วมขังของน้ำในพื้นที่บริเวณทุ่งเชียงราก และจะสามารถเริ่มระบายน้ำออกจากพื้นที่ผ่านประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ได้เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เริ่มลดลงอยู่ในเกณฑ์ ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

          แนวทางการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูน้ำหลากของปี 2560 โดยเฉพาะในช่วงที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที และไม่สามารถระบายน้ำผ่านไซฟอนปลายคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 (หรือไซฟอนบางโฉมศรี) โดยวิธี Gravity ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช ได้ทำการเปิดเครื่องสูบน้ำที่สถานีสูบน้ำปลายคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 (บางโฉมศรี) ทั้ง 4 เครื่อง โดยการเปิดเครื่องสูบ 3 เครื่อง หยุด 1 เครื่องสลับกันตลอด 24 ชั่วโมงของทุกวัน สามารถระบายน้ำในคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ประมาณวันละ 15 ล้านลบ.ม. นอกจากนี้ยังได้ทำการติดตั้งเครื่อง-สูบน้ำขนาด 8 นิ้ว และ 12 นิ้ว บริเวณปลายคูระบายน้ำสายหลักๆ ของคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 จำนวน 5 จุด รวมทั้งสิ้น 11 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกข้าว จนเกษตรกรสามารถทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนที่จะเกิดการเสียหาย


แบบจำลองแสดงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี
(เปรียบเทียบอาคารเดิมก่อนเกิดอุทกภัยกับอาคารที่ก่อสร้างใหม่)



ภาพแสดงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี



ภาพแสดงโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี




แหล่งที่มา : สำนักงาน กปร.
กองประสานงานโครงการพื้นที่ 1 (ภาคกลาง)