โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

๑. พระราชดำริ

        เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน โดยให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรกรรม อุปโภค-บริโภค แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว และช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดนครนายก


         คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เปิดโครงการเขื่อนคลองท่าด่านเมื่อวันที่  ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ กรมชลประทานได้ดำเนินการสำรวจและออกแบบแล้วเสร็จ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๑ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ วงเงิน ๑๐,๑๙๓ ล้านบาท และ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๔ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่าน
         เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเขื่อนคลอง ท่าด่านว่า “เขื่อนขุนด่านปราการชล” พร้อมทั้งมี พระราชกระแสให้ติดป้ายโลหะจารึกประวัติของขุนหาญพิทักษ์ไพรวัน ณ บริเวณเขื่อนเพื่อเชิดชูเกียรติคุณของท่าน

๒. ผลการดำเนินงาน
๒.๑  งานก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบ
เขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัด (RCC DAM) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูง ๙๓ เมตร ยาว ๒,๕๙๔ เมตร ระดับสันเขื่อน +๑๑๒ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ผิวอ่าง ๓,๐๘๗ ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้  ๒๒๔ ล้านลูกบาศก์เมตร เริ่มเก็บกักน้ำตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๗ เป็นต้นมา

๒.๒  งานก่อสร้างระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำสำหรับพื้นที่รับประโยชน์  
โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชลมีพื้นที่รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น ๑๘๕,๐๐๐ ไร่ แยกเป็น

-โครงการท่าด่านเดิมและส่วนขยายจำนวน ๒๐,๐๐๐ ไร่ ได้ดำเนินการก่อสร้างคลองส่งน้ำ(ฝั่งซ้าย) ความยาว ๔๑.๔๔ กิโลเมตร และคลองระบายน้ำ ความยาว ๒๒.๔๑ กิโลเมตร รวมทั้งอาคารบังคับน้ำในคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำ จำนวน ๒๖๐ แห่ง
-โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก จำนวน ๑๖๕,๐๐๐ ไร่ครอบคลุมพื้นที่ ๗๘ หมู่บ้าน ๖,๗๘๗ ครัวเรือน


๒.๓ งานก่อสร้างขยายระบบส่งน้ำฝั่งขวาเขื่อนขุนด่านปราการชล
ต่อมาสำนักงาน กปร.และกรมชลประทาน ได้สนับสนุนระบบส่งน้ำฝั่งขวาเพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่รับน้ำเขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นท่อส่งน้ำความยาว  รวมทั้งสิ้น ๕.๓๔๐ กิโลเมตร
การดำเนินงาน แบ่งเป็น ๒ ระยะ ได้แก่
ระยะที่ ๑ ดำเนินการปี ๒๕๕๖-๒๕๕๗ สำนักงาน กปร. สนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการ ความยาวท่อ ๓.๓๕๐ กิโลเมตร (ท่อสีแดง)
ระยะที่ ๒ ดำเนินการโดยงบประมาณปกติ  ความยาวท่อประมาณ ๑.๔๗ กิโลเมตร (ท่อสีฟ้า สีเหลือง สีชมพู)
ในส่วนท่อสีเขียว เป็นแผนงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้งจะดำเนินการต่อไป

๒.๔  งานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ
        สำนักงาน กปร. ร่วมกับจังหวัดนครนายก และหน่วยงานต่างๆ  ที่เกี่ยวข้อง วางแผนการใช้ประโยชน์ในพื้นที่รับน้ำโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการ ๑๘๕,๐๐๐ ไร่ ใน ๓ อำเภอ ๑๕ ตำบล ๙๖ หมู่บ้าน ๙,๑๐๔ ครัวเรือน ประกอบด้วย กิจกรรมดำเนินงานด้านต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาส่งเสริมอาชีพ(ในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร) การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต  ซึ่งการดำเนินงานมีผลเป็นที่น่าพอใจ  เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย มีการรวมกลุ่มมากขึ้นและมีรายได้ดีขึ้น


๓. การบริหารจัดการน้ำ

ปัจจุบัน ( ณ วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๐) เขื่อนขุนด่านปราการชล      มีปริมาณน้ำ ๑๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นร้อยละ ๕๕)

นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๐ – ปัจจุบันเขื่อนขุนด่านปราการชลระบายน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรม อุปโภค-บริโภค และเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ไปทั้งสิ้น ๒๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร

๔. ประโยชน์ที่ได้รับ
๔.๑  ด้านการเกษตร
ส่งน้ำเพื่อการเกษตรให้กับพื้นที่รวม ๑๘๕,๐๐๐ ไร่ พร้อมทั้งวางแผนการปลูกพืช (พืชฤดูฝน ๑๘๕,๐๐๐ ไร่ พืชฤดูแล้ง ๖๒,๐๐๐ ไร่) มีเกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน ๙๖ หมู่บ้าน ๙,๑๐๔ ครัวเรือน


๔.๒  ด้านการอุปโภค-บริโภค
การส่งน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค ของประชาชนในเขตเมืองนครนายก และเขตพื้นที่ส่งน้ำของโครงการฯ จำนวน ๑๖ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี และส่งน้ำเพื่อใช้สอยสำหรับหน่วยงานต่างๆ จำนวน ๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี


๔.๓  ด้านการแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว
พื้นที่ดินเปรี้ยวส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ตอนล่างของพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก ๑๖๕,๐๐๐ ไร่  แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการผันน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลชำระล้างดินเปรี้ยวด้วยการส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ดังกล่าว ควบคู่กับการปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้ปูนขาวเพื่อลดความเป็นกรด และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์โดยใช้ปุ๋ยพืชสด ทำให้สามารถเพาะปลูกมีผลผลิตมากขึ้น


๔.๔  ด้านการป้องกันบรรเทาปัญหาอุทกภัย
เขื่อนขุนด่านปราการชล มีความจุ ๒๒๔ ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นปริมาณน้ำร้อยละ ๒๓ ของปริมาณน้ำเฉลี่ยทั้งหมดของลุ่มน้ำนครนายก ซึ่งสามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนครนายกได้ และยังช่วยลดปริมาณน้ำในแม่น้ำนครนายก ทำให้ระบายน้ำจากกรุงเทพมหานครผ่านคลองรังสิตมายังแม่น้ำนครนายกได้มากขึ้น


๔.๕  ด้านการรักษาระบบนิเวศน์และผลักดันน้ำเค็ม
ในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนธันวาคมถึงมีนาคม เขื่อนขุนด่านปราการชลมีแผนการระบายน้ำประมาณเดือนละ ๓.๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อช่วยเหลือการเกษตรในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำนครนายก และระบายน้ำประมาณ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและชะล้างดินเปรี้ยว ส่วนปริมาณน้ำอีกประมาณ ๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี ใช้ในการรักษาระบบนิเวศน์และผลักดันน้ำเค็มที่รุกเข้ามาทางแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำนครนายก ให้ไหลกลับไปแม่น้ำ บางปะกงลงทะเลที่จังหวัดฉะเชิงเทรา


๔.๖  การเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำใต้ดิน
พื้นที่การเกษตร ๒๐,๐๐๐ ไร่ มีปริมาณน้ำใต้ดินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จาก บ่อน้ำที่ใช้เพื่อการเกษตรและอุปโภค–บริโภคในครัวเรือนมีน้ำตลอดปีจากเดิมที่จะแห้งในช่วงฤดูแล้ง และจากผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดินพบว่า ในพื้นที่อำเภอองครักษ์และอำเภอเมืองบางส่วนมีระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น โดยระดับน้ำลึกจากผิวดินทั่วไปประมาณ ๑-๑.๕ เมตร


๔.๗  ด้านการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและประมง
เขื่อนขุนด่านปราการชลจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ ปลาชนิดต่าง ๆ และกุ้งก้ามกราม โดยตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบันได้ปล่อยสัตว์น้ำไปแล้วมากกว่า ๒๐ ล้านตัว ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเป็นแหล่งอาหารแก่ประชาชน


๔.๘  ด้านการสนับสนุนน้ำสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
น้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลจะใช้สนับสนุนโรงงานอุสาหกรรมในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำนครนายก ประมาณ ๔ ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อปี


๔.๙  ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว
การระบายน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชลลงลำน้ำเดิมเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ปีละ ๓ ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดนครนายก โดยเฉพาะในวันเสาร์และอาทิตย์ มีการปล่อยน้ำปริมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการท่องเที่ยว ทำให้เขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงามและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถล่องแก่งในลำน้ำได้ตลอดปี ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว


แหล่งที่มา : สำนักงาน กปร.
กองประสานงานโครงการพื้นที่ ๑ (ภาคกลาง)