
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน โดยให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่านที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรกรรม อุปโภค-บริโภค แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว และช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่าน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเขื่อนคลองท่าด่านว่า เขื่อนขุนด่านปราการชล พร้อมทั้งมีพระราชกระแสให้ติดป้ายโลหะจารึกประวัติของขุนหาญพิทักษ์ไพรวัน ณ บริเวณเขื่อนเพื่อเชิดชูเกียรติคุณของท่าน คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 เห็นชอบโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปี 2540-2546 ในวงเงิน 10,193 ล้านบาท พร้อมทั้งอนุมัติแผน ปฏิบัติงานป้องกันแก้ไขและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการฯ ปี 2540 2551 ในวงเงิน 990 ล้านบาท
|
| เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขื่อนคลองท่าด่านบริเวณบ้านท่าด่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อช่วยเหลือราษฎรทางตอนล่างให้มีน้ำใช้ในการเกษตร อุปโภค-บริโภค รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว และได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่าน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2544 |

งานก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบพร้อมส่วนประกอบ เขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัด (RCC DAM) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูง 93 เมตร ยาว 2,594 เมตร ระดับสันเขื่อน +112 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง พื้นที่ผิวอ่าง 3,087 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร เริ่มเก็บกักน้ำตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 เป็นต้นมางานระบบส่งน้ำสำหรับการพื้นที่การเกษตร โครงการเขื่อนขุนด่านปราการชลมีพื้นที่รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 185,000 ไร่ แยกเป็น 1) พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก ครอบคลุมพื้นที่ 78 หมู่บ้าน 6,787 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์จำนวน 165,000ไร่ 2) พื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนขุนด่านปราการชล ครอบคลุมพื้นที่ 18 หมู่บ้าน 2,317 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์จำนวน 20,000 ไร่ |
งานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับจังหวัดนครนายกและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง วางแผนการใช้ประโยชน์ในพื้นที่รับน้ำโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล โดยจัดทำ แผนพัฒนาและส่งเสริมอาชีพในพื้นที่รับน้ำโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชลอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2549-2553 ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการ 185,000 ไร่ ใน 3 อำเภอ 15 ตำบล 96 หมู่บ้าน 9,104 ครัวเรือน ประกอบด้วย กิจกรรมดำเนินงานด้านต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาส่งเสริมอาชีพในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร) การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งการดำเนินงานมีผลเป็นที่น่าพอใจเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย มีการรวมกลุ่มมากขึ้นและมีรายได้ดีขึ้น
อาคารพิพิธภัณฑ์เขื่อนขุนด่านปราการชล กรมศิลปากรดำเนินการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เขื่อนขุนด่านปราการชล และจัดทำเนื้อหาการจัดแสดงนิทรรศการตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี |
การใช้ประโยชน์จากน้ำในโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล 1.ใช้น้ำทำการเกษตร จากการประเมินผลโครงการฯ พบว่า หลังจากมีโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล ครัวเรือนมีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการเพาะปลูกเพิ่มขึ้น และได้รับผลผลิตดีขึ้น จากเดิมข้าวนาปีได้ผลผลิตปีละประมาณ 49 ถังต่อไร่ เป็น 64 ถังต่อไร่ ข้าวนาปรังเดิม 53 ถังต่อไร่ เป็น 73 ถังต่อไร่ 2.บรรเทาปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 100,000 ไร่ เนื่องจากน้ำชลประทานทำให้ระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น จึงสามารถเจือจางสายแร่ไพไรท์ ทำให้ดินลดความเป็นกรดลงได้ 3.ป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัย รักษาระบบนิเวศน์และผลักดันน้ำเค็ม 4.เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและประมงขนาดใหญ่ ประมาณผลผลิต 58,000 กิโลกรัมต่อปี 5.พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว
|
และเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553 นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี เลขาธิการ กปร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามผลการดำเนินงานโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล
|
|
แหล่งข้อมูล : กลุ่มประสานงานโครงการพื้นที่ภาคกลาง ปรับปรุงข้อมูลวันที่ : ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓
|