Click for detail!
ประกาศ : บัญชีรายชื่อผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการทั่วไป ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน (ด้านวิเทศสัมพันธ์) >> ที่เมนู การพัฒนาคุณภาพบริหารจัดการ >> การพัฒนาทรัพยากรบุคคล

โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคในสหกรณ์นิคมอ่าวลึก จังหวัดกระบี่

 Print   ExportPDF
 


1.ความเป็นมาและภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ

โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคในสหกรณ์นิคมอ่าวลึก เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2530 ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์นิคมส่วนใหญ่ มีอาชีพทำสวนปาล์มน้ำมันเป็นอาชีพหลัก และต้องทำการซื้อข้าวจากแหล่งอื่นมาบริโภค จึงทรงมีพระราชดำริให้เกษตรกรในพื้นที่ซึ่งเคยทำนามาก่อนและได้เลิกร้างไปเนื่องจากฝนทิ้งช่วงได้ทำนาปลูกข้าวเพื่อบริโภคกันเองในกลุ่มสมาชิกสหกรณ์นิคม โดยจะจัดให้มีโรงสีข้าวขนาดเล็กครบวงจร

จากพระราชดำริดังกล่าว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ซึ่งเป็นหน่วยประสานงาน จึงได้ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ คือ กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการร่วมกันเพื่อ ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตสหกรณ์นิคมอ่าวลึกทำการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจร โดยมีภารกิจของแต่ละหน่วยงานดังนี้

1. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ทำการสำรวจสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรในพื้นที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก สหกรณ์นิคมปลายพระยา และสหกรณ์นิคมปากน้ำ รวม 355 ครัวเรือน เมื่อเดือนมิถุนายน 2531 และจากนั้นก็ได้ร่วมกันทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานต่างๆ เช่น จัดหารถไถเดินตาม ขอหม้อแปลงไฟฟ้า และจัดหาเครื่องสีข้าว เป็นต้น

2. กรมชลประทาน ได้ทำการสำรวจและออกแบบระบบชลประทานเพื่อจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกร โดยทำการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาด 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่บ้านปากหยา หมู่ที่ 3 ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ในวงเงิน 26,800,800 บาท ก่อสร้างในช่วงปี 2533-2534 จากนั้น ในปี 2534 ก็ทำการออกแบบและก่อสร้างระบบส่งน้ำสู่พื้นที่ของเกษตรกรเป้าหมาย โดยใช้เงินงบประมาณ 28,059,400 บาท และในปี 2535 ใช้งบประมาณต่อเนื่องอีก 16,857,415 บาท

ในการสร้างระบบชลประทานนั้น ได้ทำการจ่ายผลตอบแทนอาสินชดเชยให้กับเกษตรกรที่ถูกน้ำท่วมพื้นที่ทำกิน 21 ราย เป็นเงิน 7,758,829 บาท รวมทั้งจ่ายค่าชดเชยที่ดินทำกินจากงบประมาณ กปร. ให้อีก 1,146,160 บาท ในปี 2533 ส่วนคลองส่งน้ำนั้น กรมชลประทานได้จ่ายค่าผลอาสินและรื้อถอนไปเป็นเงิน 6,033,615 บาท ในปี 2535 และจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำรวม 7 กลุ่ม จำนวน 147 ครอบครัว ในปี 2538 ดังมีรายชื่อในภาคผนวก ก.

ต่อมาในปี 2542 ได้ทำการก่อสร้างคันคูน้ำเข้าแปลงนาหรือคลองไส้ไก่เสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2542

3. กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการทดลองวิจัยหาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมตั้งแต่ ปี 2537 โดยศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถานีทดลองข้าวกระบี่ สรุปผลได้ดังนี้

ด้านการวิจัยพันธุ์ข้าว ประกอบด้วย

- พันธุ์ข้าวนาสวนพันธุ์ข้าวหนัก พบว่าพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมได้แก่ พันธุ์ กข.13 นางพญา 32 แก่นจันทร์ ลูกแดง เผือกน้ำ และเล็บนก

- พันธุ์ข้าวนาสวนพันธุ์ข้าวเบา พบว่าพันธุ์ที่เหมาะสมได้แก่ พันธุ์ กข.7 เหลือง 152 ตำเมไทร ข้าวเบตง KGT 7359-4-3-1 และ BKN 6840- 3KGT-97

- พันธุ์ข้าวไร่ที่เหมาะสมได้แก่ พันธุ์กู้เมืองหลวง ดอกพะยอม กระเหรี่ยง และดอกไม้ไทร

การวิจัยด้านเขตกรรม ได้ดำเนินการทดสอบการทำนาหว่านเปรียบเทียบการวิธีปักดำ และทดสอบการใช้ปุ๋ย เพื่อเพิ่มผลผลิต

นอกเหนือจากภาระงานด้านวิจัยแล้ว กรมวิชาการเกษตรได้ทำการส่งเสริมการปลูกข้าวมาตั้งแต่ปี 2531 ซึ่งระบบชลประทานยังไม่แล้วเสร็จ โดยได้จัดหาพันธุ์ข้าวมาให้จัดทำแปลงสาธิต โดยกรมชลประทานช่วยจัดหาเครื่องสูบน้ำให้เกษตรกร และต่อมาได้จัดหาพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่องตลอดมา

4. กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ได้เข้ามามีส่วนส่งเสริมการปลูกข้าวอย่างเด่นชัดตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา โดยจัดนิทรรศการการทำนา และปลูกพืชหลังฤดูเก็บเกี่ยว แจกจ่ายพันธุ์ข้าวเล็บนก ข้าวขาวมะลิ ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพควบคู่กับปุ๋ยเคมีโดยการจัดแปลงนาสาธิต และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักเพื่อการค้า เช่น ผักบุ้ง แตงร้าน และถั่วฝักยาว โดยปลูกปีละ 2 ครั้ง

5. กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยนิคมสหกรณ์อ่าวลึก ได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายจะทำนาลดลงเนื่องจากการปลูกปาล์มน้ำมันจะมีรายได้สูงกว่า จึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้มีอาชีพทำนาโดยการจัดหารถไถแทรกเตอร์ขนาด 85 แรงม้า 1 คัน และรถไถเดินตาม 5 คัน และก่อสร้างอาคารตลาดกลางข้าวเปลือกประจำตำบลขึ้นที่บริเวณใกล้ๆ กับที่ทำการสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด ในปี พ.ศ.2539 และได้จัดซื้อรถไถเดินตามเพิ่มอีก 2 คัน ในปี พ.ศ. 2540 รวมเป็น 7 คัน

6. กรมพัฒนาชุมชนและกรมประมง เป็นหน่วยงานที่มีกิจกรรมเสริมรายได้แก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายในปี พ.ศ. 2538-39 โดยพัฒนากรอำเภอปลายพระยาแจกจ่ายพันธุ์ไม้ ยืนต้น (มังคุดและลองกอง) จำนวน 336 ต้น ส่วนประมงอำเภออ่าวลึกได้แจกจ่ายพันธุ์ปลากินพืชแก่เกษตรกรรวมทั้งสิ้น 19,000 ตัว

2. การจัดตั้งโรงสีข้าวพระราชทาน

ในส่วนของการจัดตั้งโรงสีข้าวนั้น กองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ดำเนินการขออนุมัติงบประมาณจากสำนักงานกปร.เพื่อจัดสร้างอาคารโรงสีข้าวและยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกขนาด 100 ตัน แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2534 โดยได้รับบริจาคที่ดิน 1 ไร่ สำหรับสร้างโรง สีข้าวจาก นางเฟือง บางโสก ราษฎรหมู่ที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอปลายพระยา สหกรณ์นิคมอ่าวลึกดำเนินการถมดิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สนับสนุนงบประมาณทาสีและตบแต่งอาคาร และประสานงานการขอขยายเขตไฟฟ้าต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดกระบี่ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ในปี พ.ศ. 2534 และกรมวิชาการเกษตรได้จัดหาเครื่องสีข้าวและเครื่องนวดข้าวให้ด้วย

สำหรับการดำเนินงานของโรงสีข้าวนั้น สหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด เป็นผู้บริหารกิจการ ซึ่งในระยะแรกประสบกับการขาดทุนเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องสีข้าวไม่ดีพอ ดังนั้น ต่อมาในปีช่วงปลายปี พ.ศ. 2537 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงได้ประสานงานกับเอกชนรายหนึ่ง คือ คุณฮึ้ง เฉี่ยวเต็ก ได้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินจำนวน 150,000 บาท เพื่อให้สหกรณ์นิคม ปากน้ำ จำกัด นำเงินไปจัดซื้อเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งมีกำลังผลิตวันละ 3 เกวียน ใช้มอเตอร์ขนาด 10 แรงม้า และเริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 เป็นต้นมา ปรากฎว่า เครื่องสีข้าวมีประสิทธิภาพสูงสามารถสีข้าวเปลือก 100 กิโลกรัม ได้ข้าวสาร 67-68 กิโลกรัม รำหยาบ 4 กิโลกรัม รำละเอียด 3 กิโลกรัม และปลายข้าว 1 กิโลกรัม และได้บริการสีข้าวให้แก่เกษตรกรตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้การบริหารจัดการของสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่

3. รายงานผลการดำเนินงาน ปี 2553/2554

การปลูกข้าว

ในปี 2553 มีสมาชิกทำนา จำนวน 32 ครอบครัว มีพื้นที่ปลูกข้าวรวม 172 ไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเพิ่มขึ้น โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกเกษตรกรได้เปลี่ยนมาปลูกเป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ผลผลิต ที่ได้ประมาณ 35 ถังต่อไร่

ภายหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเกษตรกรมีการปลูกผักสวนครัว จำนวน 11 ครอบครัว มีพื้นที่ปลูกรวม 30 ไร่ โดยได้รับเมล็ดพันธุ์จากเกษตรอำเภอปลายพระยา เช่น ข้าวโพด ถั่วฝักยาว แตงร้าน และเกษตรกรก็ยังได้รับการสนับสนุนปุ๋ยเคมี และปุ๋ยน้ำชีวภาพ จากเกษตรอำเภอ ปลายพระยาด้วย

เกษตรกรที่ไม่ได้ทำนาก็จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมอย่างอื่น เช่น ขุดบ่อเลี้ยงปลา น้ำจืด ปลูกพืชต่างๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน เงาะ ลองกอง ฯ

          ผลการดำเนินงานของโรงสีข้าวในปี พ.ศ. 2553 / 2554

          ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2553 ถึง เดือนกันยายน 2554 มีรายละเอียดดังนี้

          รายรับของโรงสีข้าวประกอบด้วย

            - ค่าจ้างสีข้าวเปลือก เป็นเงิน 960 บาท

            - ขายรำ 2,506 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 16,262 บาท

            รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 17,222 บาท

          ค่าใช้จ่ายของโรงสีประกอบด้วย ค่าจ้าง ค่าซ่อมแซม และค่าไฟฟ้า

             - ค่าจ้างพนักงาน 1 คน เป็นเงิน 90,760 บาท

             - ค่าไฟฟ้า เป็นเงิน 12,942.34 บาท

             - ค่าซ่อมแซม เป็นเงิน 30,567บาท

            รวมเป็นรายจ่าย 134,269.34 บาท

           ดังนั้น ทางโรงสีจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ 117,047.44 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากตั้งแต่เดือนกันยายน 2553 – เดือนกรกฎาคม 2554 ทางโรงสีได้ให้บริการสีข้าวโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่สมาชิกและบุคคลภายนอก และเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นมา ทางโรงสีได้คิดค่าบริการสำหรับบุคคลภายนอก เพราะมีบุคคลภายนอกมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น


ที่มา : สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ 4

ข้อมูล ณ วันที่ : 27 มีนาคม 2555

สามารถดาวน์โหลดเป็น .pdf ได้ที่นี่


รายงานผลการดำเนินงานในปี2555/2556

                       การปลูกข้าว

           ในปี 2556 มีสมาชิกทำนาปี จำนวน 16ครอบครัว มีพื้นที่ปลูกข้าวรวม 92 ไร่ เกษตรกรปลูกข้าวลดลง โดยพันธุ์ข้าวที่ปลูกเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี1 ผลผลิตประมาณ 45-50 ถังต่อไร่ มีสมาชิก 1 รายปลูกพันธุ์ดอกมะลิ 105 และอีก 1 ราย ปลูกพันธุ์สังข์หยดและดอกมะลิ 105ในส่วนของการปลูกข้าวนาปรังนั้น ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2556 มีสมาชิกประมาณ 2-3ราย เริ่มทำการปลูกแล้วบางส่วน

           ในส่วนของพื้นที่ที่ไม่ได้ทำการปลูกข้าวสมาชิกจะใช้ทำประโยชน์ ดังนี้

           - การขุดบ่อเลี้ยงปลาน้ำจืด

           - ปลูกผักต่างๆ ที่หมุนเวียนได้ตลอดทั้งปีเช่น แตงกวา พริกขี้หนู พืชผัก    สวนครัวแตงโม ข้าวโพด และปลูกพืชต่างๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ทุเรียน เงาะ ลองกอง ฯ

           - แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยให้กับครอบครัว  

           ปัญหาในการดำเนินการปลูกข้าว เช่น หอยเชอรี่ในแปลงนาก็จะมีน้อยลงส่วนศัตรูพืชอื่นๆ ก็จะมี เช่น นกปากห่าง และหนู

                        ผลการดำเนินงานของโรงสีข้าวในปี พ..2555/ 2556

ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม2555 ถึงเดือนกันยายน 2556 มีรายละเอียดดังนี้

1.            การบริการสีข้าว ทางสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัดให้บริการสีข้าวให้สมาชิกและบุคคลภายนอก คิดค่าบริการสีข้าว 1 บาทต่อกิโลกรัมข้าวสารเปิดทำการสัปดาห์ละ 5 วัน

ในรอบปีที่ผ่านมาทางโรงสีได้รับสีข้าวเปลือกรวม40,871 กิโลกรัม ได้ข้าวสาร 25,971 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 63.54 ได้รำข้าว 1,951กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 4.77 ได้ปลายข้าว   59 กก.  มีผู้มาใช้บริการสีข้าวเฉลี่ยต่อเดือน 71 รายเป็นสมาชิก 41 ราย บุคคลภายนอก 30 ราย

2.            ผลการดำเนินงานของของโรงสีข้าว       ประกอบด้วย

         2.1     รายได้จากการสีข้าวเปลือก        40,871 กก. เป็นเงิน  27,041 บาท

         2.2     รายได้จากการขายรำ                    2,535 กก. เป็นเงิน  16,473 บาท

         2.3     รายได้จากปลายข้าว                       59 กก.    เป็นเงิน     443 บาท                

                                                     รวมรายรับ  43,957 บาท

         2.4 ค่าจ้างพนักงานรายเดือน 1 คน                      เป็นเงิน 97,438 บาท

         2.5 ค่าไฟฟ้า                                                         เป็นเงิน 12,216.49 บาท

         2.6 ค่าซ่อมแซม                                                   เป็นเงิน  28,192 บาท

                                           รวมรายจ่าย 137,846.49บาท

ดังนั้น  ทางโรงสีจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ  93,889.49 บาท

หมายเหตุ             

ในปี 2556 ค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนทางสหกรณ์ฯ ได้จัดทำบัญชีแยกออกจากโรงสีข้าว โดยได้เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2556 เป็นต้นไป ซึ่งในปีต่อไป ทางโรงสีข้าวก็จะมีรายจ่ายลดลงมาก เนื่องจากค่าแรงต่อเดือนในปัจจุบัน เป็นเงิน 10,130 บาท

ที่มา : สำนักประสานงานโครงการพื้นที่ 4

ข้อมูล ณ วันที่ : 28 กุมภาพันธ์ 2557

สามารถดาวน์โหลด .pdf ได้ที่นี่


 

counters for myspace

ศูนย์ข้อมูล : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ/โครงการพระราชดำริ,เศรษฐกิจพอเพียง, แนวพระราชดำริ,หลักการทรงงาน,หญ้าแฝก,การบริหารจัดการน้ำ ฯลฯ