โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดกระบี่

พระราชดำรที่ตั้งโครงการ วัตถุประสงค์โครงการ

ลักษณะโครงการ ผู้ได้รับประโยชน์ ผลการดำเนินงานและกิจกรรมโครงการ

ความสำเร็จของโครงการ ประมวลภาพโครงการ

   
พระราชดำริ :
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
 
แนวพระราชดำริ :

ในพื้นที่นิคมสหกรณ์อ่าวลึก จ.กระบี่ ส่วนใหญ่สมาชิกใช้พื้นที่สำหรับปลูกปาล์มน้ำมัน ดังนั้นพื้นที่ทำนาจึงลดลงทำให้ผลผลิตข้าวในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ จึงต้องซื้อข้าวที่ผลิตได้จากท้องถิ่นอื่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำรัสไว้ในวโรกาสที่ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะผู้ดำเนินงานโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานความก้าวหน้าของโครงการฯ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2530 ให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้ประสานงานกับส่วนราชการต่างๆ ในการจัดทำโครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรขึ้น เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกรวมกลุ่มทำการผลิตข้าวโดยใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการดำเนินการ ซึ่งทำให้สามารถผลิตข้าวได้อย่างต่อเนื่องในรูปของธนาคารข้าวและโรงสีขนาดเล็กครบวงจร
          
จากพระราชดำรัสดังกล่าว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ซึ่งเป็นหน่วยประสานงาน จึงได้ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ คือ กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักที่จะดำเนินการร่วมกันเพื่อส่งเสริมให้เกษตรในพื้นที่เขตสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด ทำการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจร

 
 
ที่ตั้งของโครงการ :

บ้านปากน้ำ  ตำบลปลายพระยา  อำเภอปลายพระยา  จังหวัดกระบี่

   
วัตถุประสงค์

1. เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึก ได้ทำนาปลูกข้าวไว้บริโภคเป็นการพึ่งพาตนเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวจากภายนอก
2. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกรวมกลุ่มทำการผลิตข้าวโดยใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในการดำเนินการ ซึ่งทำให้สามารถผลิตข้าวได้อย่างต่อเนื่องในรูปของธนาคารข้าวและโรงสีขนาดเล็กครบวงจร

   
หน่วยงานผู้ดำเนินงาน /หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง :

- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- กรมส่งเสริมสหกรณ์
- กรมชลประทาน
- กรมวิชาการเกษตร
- กรมส่งเสริมการเกษตร
- กรมการปกครอง
- จังหวัดกระบี่
- สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโรงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

 

ลักษณะโครงการ :

จากพระราชดำรัสดังกล่าว มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อดำเนินการร่วมกันในการส่งเสริมให้เกษตรในพื้นที่เขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึก ได้ทำนาปลูกข้าวไว้บริโภคอันเป็นการพึ่งพาตนเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวจากภายนอก มีการดำเนินงานในโครงการต่างๆ ประกอบด้วย การส่งเสริมอาชีพการเกษตร ในลักษณะโครงการต่อเนื่องจากโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ดำเนินการในพื้นที่บริเวณเดียวกันในลักษณะของการส่งเสริมให้พึ่งพาตนเองโดยการปลูกข้าวไว้บริโภค
          
โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในนิคมสหกรณ์อ่าวลึกเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ดำเนินการในพื้นที่บริเวณเดียวกัน (นิคมสหกรณ์อ่าวลึก) ส่งเสริมให้พึ่งพาตนเองโดยการปลูกข้าวไว้บริโภค เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด การนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้มีอาชีพทำนาโดยจัดหารถไถแทรกเตอร์ ขนาด 85 แรงม้าจำนวน 1 คันและรถไถเดินตามจำนวน 5 คัน และก่อสร้างอาคารตลาดกลางข้าวเปลือกประจำตำบลขึ้นที่บริเวณใกล้ๆ กับที่ทำการสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด ได้จัดซื้อรถไถเดินตามเพิ่มอีก 2 คันในปี 2540 รวมเป็นจำนวน 7 คัน ส่วนราชการอื่น เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมพัฒนาชุมชน ให้การสนับสนุนในด้านวิชาการ และปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย เป็นต้น ส่วนกรมชลประทานได้จัดสร้างอ่างเก็บน้ำและระบบคลองส่งน้ำ สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เป้าหมายได้ รวมทั้งพื้นที่ทำนาบริเวณใกล้ๆ กับอ่างเก็บน้ำด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 กรมชลประทานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ได้ทำการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นรวม 7 กลุ่ม จำนวน 147 ครอบครัว ซึ่งมีพื้นที่ทำนา 1,049 ไร่ ร่วมกันบริหารจัดการน้ำ สำหรับข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวพันธุ์เล็บนกซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดพัทลุง เมื่อนำมาหุงจะมีความนุ่มนวล หอม รสชาติอร่อย เป็นที่นิยมบริโภคของผู้คนโดยทั่วไป และพันธุ์เข็มทอง ซึ่งเป็นข้าวพื้นเมืองท้องถิ่นที่มีคุณภาพดี ข้าวสารเมล็ดเรียวยาว เมื่อหุงสุกจะอ่อนนุ่ม ไม่เหนียวเกาะกัน และไม่แข็งกระด้าง รสชาติอร่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ขายได้ราคาสูง ซึ่งให้ผลผลิตข้าวประมาณ 40-48 ถังต่อไร่
          
นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้มีการปลูกผักหลังฤดูเก็บเกี่ยว เช่น แตงกวา พริกขี้หนู ฟักขาว พืชผักสวนครัว หมุนเวียนได้ตลอด ทั้งปี และคาดกันว่าในปีต่อๆ ไปเกษตรกรจะหันมาปลูกผักสวนครัวเพิ่มมากขึ้น เพราะราคาดีไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากระบบชลประทานของโครงการเอื้ออำนวย ต่อการ ทำการเพาะปลูกได้เป็นอย่างดี


ผู้ได้รับประโยชน์ :

เกษตรกรในพื้นที่บ้านปากน้ำ  ตำบลปลายพระยา  อำเภอปลายพระยา  จังหวัดกระบี่ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ


ผลการดำเนินงานและกิจกรรมโครงการ :

ภายหลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดสร้างอ่างเก็บน้ำและระบบคลองส่งน้ำแล้ว เสร็จเมื่อปี 2536 สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่เป้าหมายได้ รวมทั้งพื้นที่ทำนาบริเวณใกล้ๆ กับอ่างเก็บน้ำด้วย โดยมีพื้นที่คงเหลือได้ดำเนินการทำคลองไส้ไก่ที่จะส่งน้ำข้าในพื้นที่ให้ทั่วถึง ซึ่งแต่เดิมนั้นคณะทำงานผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ได้วางหลักการไว้ว่าจะให้เกษตรกรร่วมมือกันดำเนินการโดยช่วยเหลือตนเอง แต่หลังจากได้ไปสำรวจดูสภาพความเป็นจริงแล้วพบว่า การที่จะให้เกษตรกรดำเนินการโดยลำพังคงเป็นไปได้ยากเนื่องจากไม่มีความพร้อม ดังนั้นส่วนราชการคือ กรมชลประทาน คงต้องให้การสนับสนุนด้วย
          
ในปี 2538 กรมชลประทานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และอำเภอปลายพระยาได้ทำการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นรวมจำนวน 7 กลุ่ม รวมจำนวน 147 ครอบครัว เป็นพื้นที่ทำนาทั้งสิ้น 1,049 ไร่ ดังแสดงในตารางที่ 1 นอก จากนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ได้อนุมัติเงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2538 ให้จัดซื้อรถไถเดิมตามจำนวน 5 คันเป็นเงิน 225,000 บาทเพื่อสนับสนุนการทำนาและได้ดำเนินการส่งมอบให้สหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2538
          
ต่อมาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2538 คณะทำงานผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้มีการประชุมติดตามผลงานและวางแผนการ ดำเนินงาน ณ นิคมสหกรณ์อ่าวลึก และได้เดินทางไปประชุมกับเกษตรกรผู้ทำนา ณ วัดนทีมุขาราม (ปากน้ำ) ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทั้ง 7 กลุ่มจึงได้ดำเนินการปลูกข้าวเต็มพื้นที่เนื่องจากมีน้ำชลประทานพร้อม กรม ส่งเสริมเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่และสำนักงานเกษตรอำเภอปลายพระยา ได้แจกจ่ายพันธุ์ข้าว จำนวน 2,000 กิโลกรัมให้กับเกษตรกรด้วย นอกจากนี้ยังได้ทำการสาธิตการใช้ปุ๋ยชีวภาพในนาข้าวในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 พร้อมทั้งแจกปุ๋ยชีวภาพให้กับเกษตรกร จำนวน 5 ตัน

การจัดตั้งโรงสีข้าวพระราชทาน
ในส่วนของการจัดตั้งโรงสีข้าวนั้นกองเกษตรวิศวกรรมกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ดำเนินการขออนุมัติงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เพื่อจัดสร้างอาคารโรงสีข้าวและยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกขนาด 100 ตัน ซึ่งแล้วเสร็จในปี  2534 โดยได้รับบริจาคที่ดิน 1 ไร่ สำหรับสร้างโรงสีข้าวเปลือกจากนางเฟือง บางโสก ราษฎรหมู่ที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอปลายพระยา สหกรณ์นิคมอ่าวลึกจึงดำเนินการถมดิน และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สนับสนุนงบประมาณทาสีและตกแต่งอาคาร พร้อมประสานการขอขยายเขตไฟฟ้าต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดกระบี่ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ในเดือนกรกฎาคม 2534
          
สำหรับการดำเนินงานของโรงสีข้าวนั้นสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด เป็นผู้บริหารกิจการเองซึ่งในระยะแรกประสบกับการขาดทุนเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องสีข้าวไม่ดีพอ ดังนั้นต่อมาในช่วงปลายปี 2537 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ประสานงานกับเอกชนรายหนึ่งคือคุณฮึ้ง เฉี่ยวเต็ก ได้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินจำนวน 150,000 บาท เพื่อให้สหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด นำเงินไปจัดซื้อเครื่องสีข้าว ที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งมีกำลังผลิตวันละ 3 เกวียน ใช้มอเตอร์ขนาด 10 แรงม้า และเริ่มใช้งานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2538 เป็นต้นมา ปรากฏว่าเครื่องสีข้าวมีประสิทธิภาพสูงสามารถสีข้าวเปลือก 100 กิโลกรัมได้ข้าวสาร 67-68 กิโลกรัม รำหยาบ 4 กิโลกรัม รำละเอียด 3 กิโลกรัมและปลายข้าว 1 กิโลกรัมและได้บริการสีข้าวให้แก่เกษตรกรตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน ภายใต้การบริหารจัดการของสหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่

 

ความสำเร็จของโครงการ :

สมาชิกสหกรณ์ 743 ครอบครัว มีกำไรจากการดำเนินงาน 1,164,655 บาท และสมาชิกได้รับประโยชน์จากโครงการพระราชดำริในเรื่องต่างๆ คือ ฉางข้าว เครื่องอบ เครื่องนวด และระบบการส่งน้ำเข้าแปลงนา ส่วนผลดีอื่นๆ ที่ตามมาทำให้สมาชิกสามารถเลี้ยงสุกร ไก่ เป็ด นกกระทา ปลา และปลูกพืชในฤดูแล้งได้ ซึ่งมีน้ำใช้ตลอดปี โดยมีวิทยาลัยเกษตรกรรมกระบี่มาช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้ความรู้แก่สมาชิกเป็นประจำ
          
ทั้งนี้ภายหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เกษตรกรยังมีโครงการปลูกผักสวนครัว เช่น แตงกวา ฟักขาว  และปลูกผักสวนครัวอื่นๆ สามารถนำไปประกอบอาหารในครัวเรือน โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองซื้อจากตลาด ทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่แบบพออยู่พอกิน และการปลูกพืชผักสวนครัวเป็นรายได้เสริม เพราะราคาดี ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ เนื่องจากระบบชลประทานของโครงการอย่างพอเพียง ยังผลให้ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

   


ที่มาของข้อมูล : โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดกระบี่ กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดกระบี่ , หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2552

ผู้ที่เกี่ยวข้อง :
กลุ่มผู้ใช้น้ำ …………………………………………………………………………
เบอร์ติดต่อ โทร. กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดกระบี่ 075-611114, www.krabi.go.th
ที่อยู่ …………………………………………………………………………………………………

 



Copyright 2010 - Office of The Royal Development Projects Board. All rights reserved.